เมื่อวันที่ 11 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุฆาตกรรมสุดโหดในพื้นที่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร คนร้ายใช้อาวุธดาบซามูไรไล่ฟันคู่กรณีกลางชุมชนจนเสียชีวิต สร้างความแตกตื่นและหวาดผวาให้กับชาวบ้านในพื้นที่อย่างหนัก โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นต่อหน้าพระสงฆ์ที่กำลังออกบิณฑบาต ก่อนผู้ก่อเหตุอาศัยความมืดหลบหนีไป
เหตุเกิดเมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2569 เวลา 04.56 น. บนถนนภายในหมู่บ้านบางจีน หมู่ 1 ต.ปากน้ำ อ.หลังสวน จ.ชุมพร ผู้เสียชีวิตทราบชื่อคือ นายประจักร หอมหวล อายุ 52 ปี ถูกฟันอย่างรุนแรงกลางถนน ส่วนผู้ก่อเหตุทราบชื่อคือ นายนันทวุฒิ เพ็งสวัสดิ์ อายุ 33 ปี หลังก่อเหตุได้หลบหนีทันที
พ.ต.ต.วิฑูรย์ เผือกวารี สว.(สอบสวน) สภ.ปากน้ำหลังสวน นำกำลังเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบศพนายประจักรนอนจมกองเลือด สภาพคอถูกฟันเป็นแผลฉกรรจ์จนเกือบขาด ข้อมือซ้ายถูกฟันจนขาด สร้างความสลดใจให้กับชาวบ้านที่อยู่ในละแวกใกล้เคียง
พยานซึ่งเป็นแม่ค้าร้านค้าใกล้จุดเกิดเหตุ ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายและผู้ก่อเหตุมีปากเสียงรุนแรง จากนั้นนายนันทวุฒิได้คว้าดาบซามูไรไล่ฟันนายประจักรไม่ยั้งจนเสียชีวิต แล้วหลบหนีไปในความมืด

จากการสืบสวนตำรวจพบว่า ทั้งสองฝ่ายมีปมบาดหมางสะสม เคยมีคดีทำร้ายร่างกายกันเมื่อปี 2567 แม้เคยถูกเรียกมาไกล่เกลี่ยแล้ว แต่ความขัดแย้งยังไม่จบ จนกระทั่งบานปลายกลายเป็นเหตุสลดครั้งนี้
ต่อมา ศาลจังหวัดหลังสวนได้ออกหมายจับนายนันทวุฒิ หมายจับที่ 19/2569 ในข้อหา “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา” ก่อนที่เช้าวันที่ 11 ก.พ. 2569 เวลา 08.30 น. ตำรวจภายใต้อำนวยการของ พ.ต.อ.สุริยนต์ ชมมี ผกก.สภ.ปากน้ำหลังสวน จะเร่งติดตามกดดันอย่างต่อเนื่อง และเข้าจับกุมผู้ต้องหาได้ที่บ้านพักไม่มีเลขที่ในพื้นที่ พร้อมของกลางเป็นดาบซามูไรยาวประมาณ 1 เมตร และเสื้อผ้าที่สวมใส่ขณะก่อเหตุ
เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหา “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา” และ “พาอาวุธมีดไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร” ก่อนควบคุมตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย
ด้าน นางประวีณา หอมหวล อายุ 50 ปี น้องสาวผู้เสียชีวิต เดินทางไปยังศาลจังหวัดหลังสวน เพื่อยื่นคำร้องคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหา โดยระบุว่า ครอบครัวหวาดกลัวอันตราย เพราะเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำเป็นครั้งที่สอง และต้องสูญเสียพี่ชายซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัว มีอาชีพเก็บของเก่าเพื่อดูแลแม่และญาติผู้สูงอายุ
นางประวีณา กล่าวว่า หลังจากนี้ครอบครัวต้องใช้ชีวิตอย่างลำบาก เนื่องจากตนและแม่มีอายุมาก อีกทั้งสมาชิกในครอบครัวส่วนใหญ่มีปัญหาสุขภาพ ยอมรับว่าหวาดกลัวที่จะใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ต่อไป
ขณะที่ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุ และเดินทางไปยังบ้านผู้ก่อเหตุเพื่อสอบถามญาติ แต่ไม่พบผู้ใดอยู่ภายในบ้าน ไม่สามารถติดต่อได้ จึงเดินทางกลับไปยังวัดแหลมสน ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งศพผู้เสียชีวิต
เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความสะเทือนใจให้กับชุมชนอย่างมาก และเป็นอุทาหรณ์ถึงความขัดแย้งที่ไม่ยุติ ซึ่งอาจนำไปสู่ความสูญเสียที่ไม่อาจย้อนคืนได้



