นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) เปิดเผยแผนธุรกิจปี 69 ว่า ธนาคารได้เตรียมวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนไว้กว่า 50,000 ล้านบาท เพื่อรองรับภาคการส่งออกที่ปีนี้คาดการณ์ว่าจะโตได้ 2%  แม้ภาวะเศรษฐกิจโลกจะมีความผันผวนสูงก็ตาม โดยธนาคารจะโฟกัส ไปที่กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อขยายโอกาสให้สามารถส่งออกได้มากขึ้น โดยปัจจุบันมีสัดส่วนลูกค้าเอสเอ็มอีอยู่ที่ 15% ของลูกค้าทั้งหมด และตั้งเป้าหมายจะขยายไปให้ถึง 19%

“สินเชื่อที่ธนาคารเตรียมไว้เป็นสินเชื่อหมุนเวียน ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูง สามารถหมุนเวียนได้ 2-3 รอบตามรอบการค้าปกติ ทำให้ยอดสะสมการสนับสนุนจริงอาจสูงกว่าวงเงินที่ตั้งไว้หรือราว 1 แสนล้านบาท ที่สำคัญ สินเชื่อของธนาคารจะเติบโตตามปริมาณออเดอร์การส่งออกจริง  หากผู้ประกอบการมีคำสั่งซื้อเข้ามามาก ธนาคารก็พร้อมที่จะขยายการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น ให้เติบโตได้ถึง 30-40%”  

ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ธนาคารคาดการณ์ว่า หนี้เสียจะลดลง โดยมีกลยุทธ์สำคัญคือการรักษาความต่อเนื่องในการสนับสนุนสินเชื่อ แม้ผู้ประกอบการจะประสบปัญหาจากสภาวะเศรษฐกิจ เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นเอ็นพีแอล ถาวรและช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดได้  

นายชลัชกล่าวว่า ขณะที่สถานการณ์เงินบาทที่ผันผวนสูง ธนาคารแนะนำให้ผู้ประกอบการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง เช่น การทำสัญญาซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้ากับธนาคาร  (ฟอร์เวิร์ด) ซึ่งธนาคารมีมาตรการช่วยเหลือด้วยการลดค่าธรรมเนียม หรือมอบสิทธิพิเศษในการจองฟอร์เวิร์ด เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการป้องกันความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันเพื่อให้ผู้ประกอบการเรียนรู้วิธีการบริหารจัดการความเสี่ยงด้วยตนเอง ธนาคารจึงได้แถมประกันภัยการส่งออกและประกันภัยอัตราแลกเปลี่ยนให้กับผู้ส่งออกที่เป็นลูกค้าของธนาคารทุกราย

นอกจากนี้ ขอแนะนำผู้ส่งออกไปตลาดสหรัฐ ต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับกับมาตรการภาษี ด้วยการเจรจากับผู้ซื้อในสหรัฐเพื่อขอปรับขึ้นราคาสินค้า อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตลาดสหรัฐยังเป็นตลาดส่งออกหลักของไทย แต่ผู้ส่งออกควรมองหาตลาดอื่นทดแทนด้วย

สำหรับผลดำเนินการในปี 68  ธนาคารได้อนุมัติสินเชื่อใหม่รวม 5.43 หมื่นล้านบาท โดยมีสินเชื่อคงค้างอยู่ที่  1.91 แสนล้านบาท หนี้เสียอยู่ที่ 3.66 % ขณะที่มีค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิต 1.71 หมื่นล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้สูงถึง 261.85% ของหนี้เสีย และมีกำไรสุทธิ 1,900 ล้านบาท