เรียกได้ว่าเป็นประเด็นล่ามทั่วโลกออนไลน์เลย หลังสองตัวแม่ในวงการธุรกิจและบันเทิงอย่าง “เมย์ วาสนา” และ “หนิง ปณิตา” แทคทีมกันออกมาโพสต์ข้อความฟาดนิ่มๆ แต่หน้าสั่น สะเทือนถึงเหล่านักรีวิวและเจ้าของแบรนด์ที่ทำตลาด โดยมีการรีวิวสินค้าแบบไร้จรรยาบรรณ จนหลายคนต่างพากันเข้ามาคอมเมนต์ว่าหมายถึงใครกันแน่

ซึ่งต่อมาชาวเน็ตต่างพากันโยงกันอย่างมากมายว่าเจ้าของแบรนด์พี่พูดถึงนั้นคือใคร จน “อูน ชนิสรา” เจ้าของแบรนด์ดัง ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้แจงแบบละเอียดยิบ 3 ข้อ พร้อมทวงคืนคำว่า “จริยธรรม” และยืนยันชัดเจนว่าไม่เคยมีการจ้างวานหรือบรีฟใครให้ไปโจมตีแบรนด์คู่แข่ง การรีวิวเปรียบเทียบเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภคที่ทำได้เองตามความรู้สึกจริง ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าล่าสุด “เมย์ วาสนา” ได้มาร่วมงาน BioActive+ Gluta Land นำเสนอแนวคิดการดูแลผิวจากภายใน ผ่านผลิตภัณฑ์ Concentrated Liquid Gluta ณ EveandBoy The Underground, Siam Square One พร้อมกับได้ให้สัมภาษณ์เปิดใจถึงเรื่องนี้แบบหมดเปลือกด้วย

เมย์ วาสนา เผยว่า “จุดเริ่มต้นเกิดจากที่มีอินฟลูเอ็นเซอร์ท่านหนึ่งอัดคลิปลง TikTok ทุกคนน่าจะได้เห็นกันบ้างแล้ว พอคลิปนั้นลงไปก็มีคนส่งมาให้เยอะ ส่วนตัวที่ออกมาโพสต์เลยไม่ใช่แค่ตัวเอง ในฐานะแบรนด์รู้สึกว่าตัวเองไม่สนับสนุนในการด้อยค่าผลิตภัณฑ์ ไม่สนับสนุนในการที่อินฟลูเอ็นเซอร์ KOL ต่างๆ ที่จะได้รับรีวิวฟรี หรือจ้างก็ตามแต่ ไม่ควรทำรีวิวในลักษณะนี้ รวมถึงไม่ใช่แค่ตัวเอง คือเป็นตัวแทนกระบอกเสียง สมมุติแบรนด์นี้จากแบรนด์เล็กๆ กระบอกเสียงก็คงจะไม่มากพอ แต่ถ้ามันปล่อยไปก็จะเกิดแบบนี้ขึ้นอีก ซึ่งเมย์รู้สึกว่าการด้อยค่า การโยนผลิตภัณฑ์ของคนอื่นทิ้ง บัฟต่างๆ เลิกกินสิ่งนี้ เลิกเถอะกับความไม่จริงใจ คือทุกอย่างมันเป็นการตลาดเชิงลบ มันเป็นการตลาดแบบขัดแย้ง เชิงไม่สร้างสรรค์ เอาง่ายๆ ถ้าทุกคนเห็นทุกคนก็น่าจะรู้ว่าอันนี้คือจุดเป้าหมาย ในส่วนที่เมย์พูดถึงเจ้าของแบรนด์ คุณคอมเม้นต์ขอบคุณอันนี้เข้าใจได้ แต่พอมันเกิดการแชร์หรือรีโพสต์ เมย์รู้สึกว่ามันทำให้เราคิดได้ว่าสิ่งนี้คือการสนับสนุน เห็นด้วยหรือเปล่า โอเคไหม อันนี้ก็ไม่แน่ใจ แต่ว่าพอมันแชร์ เขาอะไรกับสิ่งนี้ แล้วที่สำคัญคือมันปักตะกร้า แปลว่ามันคือธุรกิจแล้ว ก็เลยคิดว่าทั้งหมดมันคือจริยธรรมทางธุรกิจที่เรารู้สึกว่ามันไม่ควรเกิดขึ้นในประเทศไทย และในสังคมเรา วงการอินฟลูเอ็นเซอร์ หรือวงการธุรกิจ จะรีวิวอะไรก็ตามแต่เรามีสิทธิ์เปรียบเทียบ แต่ไม่ควรด้อยค่าผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสิ่งของ หรือใดๆ ก็ตามแต่ เมย์ว่ามันเป็นการไม่ให้เกียรติ มีสินค้าได้ไปต่อไม่ได้ไปต่อมันคือเรื่องส่วนตัว เราสามารถแสดงความคิดเห็นได้

คือเราไม่เคยรู้จัก ทางเจ้าของแบรนด์และอินฟลูเอ็นเซอร์ เมย์ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว ไม่เคยรู้จักเลย แต่ก็เห็นว่าเขาลบคลิปแล้ว แต่มันคือดิจิตอลฟุตปริ้น เต็มไปหมดเลย ลบไปพวกพี่ก็เห็น จริงๆ เมย์ก็ไม่อยากจะพาดพิงนะ เพราะจุดหมายปลายทางเป้าประสงค์ ถ้ารู้จักเมย์ เห็นเรื่องมาร้อยแปดพันเรื่องมากในชีวิต ไม่ชอบเลยเรื่องดราม่า แต่ถ้าเมย์เป็นกระบอกเสียงครั้งนี้ คือจริงๆ เหตุการณ์มันเคยมี แต่ว่าคนที่ออกมาพูดมันไม่ได้มีกระบอกเสียงเพียงพอที่อยากจะยกระดับอุตสาหกรรมของพวกเราให้ดีขึ้น นี่คือเป้าหมายปลายทาง ส่วนที่มาพูดถึงประเด็นอื่นแล้วโฟกัสที่ประเด็นนี้ อันอื่นมันไม่ได้เกี่ยวข้องกับเมย์เลย เมย์ก็เลยรู้สึกว่าไม่อยากกล่าวถึงหรือพาดพิงที่ไม่ใช่เรื่องของตนเอง ถ้าถามว่าหลังจากที่โพสต์มีการติดต่อมาขอโทษไหม ตัวอินฟลูเอ็นเซอร์ได้ติดต่อเข้ามา ทุกช่องทางเลย เพื่อเข้ามาขอโทษ ก็เห็นข้อความในการเจตนา เห็นแล้วที่เขาพูดใน TikTok ที่บอกว่าขอโทษ แล้วก็ทักข้อความมาหลายช่องทางก็เห็นแล้ว(ได้ตอบไปไหม?) ก็ตอบรับทราบข้อความ (เขาให้เหตุผลว่าอะไร?) ก็อารมณ์ประมาณว่าไม่ได้ตั้งใจและเจตนา มันไม่ใช่ไลฟ์ มันคือคลิปวิดีโอ มันมีการทบทวน มันมีข้อความที่สะท้อนได้ชัดเจน คือถ้าเป็นการไลฟ์มันก็คือตกใจอาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่ว่าคลิปมันถูกการทบทวนถูกการตัดต่อมาแล้ว (เราคิดว่าทุกอย่างมันออกมาจากความจงใจในการสื่อสารตั้งแต่ต้น?) รู้สึกว่ามันเกิดมาแล้วกัน เมย์ไม่แน่ใจว่าจงใจหรือไม่จงใจ สำหรับส่วนตัวคิดว่าเหตุมันเกิดขึ้นแล้ว แล้วมันก็เป็นดิจิตอลฟุตปริ้นแล้ว”

เมย์ วาสนา เผยว่า “ไม่เคยรู้จักกัน (หัวเราะ) คือไม่เคยเจอหน้ากัน ไม่เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัว รู้ว่าเขาชื่อคนนี้ แต่ไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัว ไม่เคยมีประเด็นด้วย (ไม่เป็นความจริงที่มีคนบอกว่าเคยมีปัญหากันเรื่องธุรกิจ?) ไม่ค่ะ เหตุการณ์นั้นเป็นเหตุการณ์ระหว่างลูกค้าของโรงงาน เมย์ผลิตแบรนด์ประมาณ 3000 กว่าแบรนด์ ก็จะมีลูกค้าผลิตที่โรงงาน เขาเป็นเหตุการณ์เป็นเพื่อนลูกค้าที่เป็นเพื่อนด้วยที่โรงงาน รู้ว่ามีประเด็นกัน แต่เขาก็จบกันไปประมาณสี่ปีแล้ว แล้วก็ไม่มีใครแพ้ชนะ คือเหมือนถอยกันคนละก้าว ก็จบกันแบบเรียบร้อย เป็นการไกล่เกลี่ย ถ้าถามว่าเฟลไหมที่ไม่ใช่เรื่องของเรา จริงๆ มันคนละทาง คนละเรื่อง งงมาก ก็งงแต่ก็ไม่รู้ว่าประเด็นนี้มันมายังไง อันนี้ก็แล้วแต่วิจารณญาณ คนมันอาจจะพูดถึงแต่มันก็คนละเรื่อง ส่วนตัวคือมันคนละเรื่อง ก็งงอยู่ เมย์โฟกัสที่คลิปนี้ KOL อินฟลูเอ็นเซอร์ และการรีโพสต์และการคอมเม้นต์ที่เรารู้สึกว่าไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ส่วนเรื่องเสียหาย แน่นอนมันเสียหายอยู่แล้ว เอาง่ายๆ แบรนด์เราเป็นแบรนด์นิวซีแลนด์ เป็นแบรนด์โกลบอล เรามีพาร์ทเนอร์ พาร์ทเนอร์ยังงงเลย พาร์ทเนอร์ทำธุรกิจมา 40 ปี ก็มันกระทบอยู่แล้ว เพราะว่าการที่ KOL ท่านหนึ่ง พูดให้ข้อมูลต่างๆ มันคือการให้ความรู้ และก็พูดในมุมมอง ส่วนหนึ่งสำคัญคือเราต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น อันนี้เป็นข้อเท็จจริงที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เวลากดในตะกร้าเราก็ได้ผลประโยชน์ แต่เวลาเกิดความเสียหายเชิงขว้าง มันก็ต้องตามกระบวนการแล้ว

ส่วนเรื่องสารสกัดโอเวอร์โดส จริงๆ ครั้งนั้นเมย์เคยอธิบายไปในคลิปว่า มันไม่เกี่ยวว่าโอเวอร์โดสหรือไม่โอเวอร์โดส แต่ในแต่ละสูตรมันแตกต่างกัน ถ้ายกตัวอย่างสมมุติเรากินยาเม็ด มันมีงานวิจัยอยู่แล้ว การดูดซึม การให้ผลลัพธ์แตกต่าง สิ่งนี้เมย์ว่าสุดท้ายผู้บริโภคจะเป็นผู้ตัดสินว่ารักหรือชอบ และได้ผลรับสิ่งใด เรามีหน้าที่ยกระดับผลิตภัณฑ์ ผลิตสินค้าให้ดีให้กับผู้บริโภค เรามีหน้าที่ส่งมอบคุณค่าแต่ละของแต่ละแบรนด์ แต่ตัวเราไม่ควรลดคุณค่าแบรนด์อื่น อันนี้คือสิ่งที่รู้สึกว่ามันควรจะต้องเป็น ตอนนี้ไม่ห่วงอะไรอยู่แล้ว เพราะความจริงเมย์เป็นโรงงานส่งออกอเมริกา ส่งออกโกลบอลอยู่แล้ว เรามีทุกใบรับรองที่เรียกว่าโอเวอร์สแตนดาร์ด เราเป็นต้นน้ำโรงงาน เรามีอาร์แอนด์ดีของต่างประเทศ และอาร์แอนด์ของนิวซีแลนด์ตรวจสอบด้วย เราให้มากกว่าสแตนดาร์ดทั่วไปอยู่แล้ว ซึ่งทุกล็อตเรามีผลตรวจแล็บ เมย์ว่าเจ็ดแปดเดือน 1.5 ล้านกล่อง เกือบ 2 ล้านกล่อง มันไม่ใช่โชคชะตา แต่มันคือผู้ใช้จริงที่เขาซื้อซ้ำ และเห็นผลลัพธ์มากๆ และเราควรสนับสนุนสิ่งนี้ให้มันขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน หลังจากนี้สำหรับเมย์ก็ให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ก็ต้องกฎหมายเพราะเหตุมันเกิดขึ้นไปแล้ว เมย์เองไม่ได้เป็นคนตัดสินใจ เรามีบอร์ดบริหาร บอร์ดนิวซีแลนด์บอร์ดในทีมเขาก็ลงความเห็นกันว่ามันกระทบ อย่างที่บอกว่ามูลค่าของบริษัท แบรนด์ดิ้งไม่ใช่แค่ประเทศไทย มันคือโกลบอล เรามีพาร์ทเนอร์ และสิ่งนี้ก็เกิดขึ้นไปแล้ว ดังนั้นเมย์ไม่ได้ตัดสินใจคนเดียว แต่การตัดสินใจของบอร์ดก็คือเป็นกระบวนการทางกฎหมาย”

เมย์ วาสนา เผยต่อว่า “ถ้าถามว่าจะฟ้องใคร ตอนนี้เขากำลังร่างทั้งหมดอยู่ ก็รอดู (มีโอกาสฟ้องทั้งคู่?) มันยังอยู่ในกระบวนการของทางกฎหมายอยู่ เพราะว่าเรื่องมันก็เพิ่งเกิด แล้วก็ยังไงอินฟลูเซอร์ก็ต้องดำเนินกระบวนการ ส่วนอีกท่านหนึ่งก็ถ้ามีอะไรที่มีผลกระทบเชิงลบ ก็ทำไปตามกระบวนการ แต่ถ้าไม่มีก็ไม่น่าจะมีอะไร (เขาบอกว่าคอลลาเจนไม่จริงใจ?) เมย์เสียใจมาก คือเมย์อยู่ในวงการมานานมาก ความซื่อสัตย์และจริงใจ ทุกคนก็น่าจะเห็นจากหลายๆ อย่างของเมย์ คือที่สุดคนนึงที่จะทำแล้ว เมย์ว่าเมย์ทำทุกอย่างด้วยความซื่อสัตย์และจริงใจเสมอมา (กลัวไหมว่าคำนี้จะทำให้คนกล้าใช้กล้ากิน?) แน่นอน ต้องบอกตรงๆ ว่าแน่นอนสุดๆ ส่วนเรื่องการดิสเครดิตทางธุรกิจ ส่วนตัวเมย์ไม่เคยมองใครเป็นคู่แข่ง มันเป็นอะไรที่เราต้องพัฒนาขึ้น ไม่เคยได้คิดจะแข่งขันกับใคร แข่งกับตัวเองก็เหนื่อยแล้ว ส่วนตัวไม่มองแบบนั้น ธุรกิจมันเป็นการพัฒนาตัวเองมากกว่า ส่วนตัวเมย์ไม่เคยเมนชั่นถึงผลิตภัณฑ์ใดๆ

อยากฝากบอกอะไรไหม ส่วนตัวไม่ขอเมนชั่นแล้วกัน เราโตมากแล้ว เราเป็นนักธุรกิจ การที่ใช้โซเชียลหรืออะไรต่างๆ ที่มันเป็นทางลบ ที่มันเป็นประเด็นไปเรื่อยๆ ส่วนตัวไม่อยากทำ ส่วนตัวโพสต์หนึ่งโพสต์ที่เมย์จำเป็น เพราะถ้าไม่ทำมันจะเกิดอีก ไม่ได้คิดถึงตัวเอง แต่คิดถึงวงการคนที่ทำแบบนี้ ถ้าลูกเมย์ทำแบบนี้เมย์ก็จะหยิบขึ้นมาตี แล้วก็อบรม ถ้าเป็นลูกเมย์ทำสิ่งนี้ก็จะไม่ปล่อยผ่านแน่ๆ คือเราต้องพูด เราข้ามไม่ได้ก่อนหน้านี้ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้เลน ทำงานมาก็ 20 ปีแล้ว อยู่มาหลายบริษัท เป็นมาหลายอย่างก็ไม่เคยเจอ นี่ก็ไม่เคยเจอแบบนี้ จริงๆ ถ้าคิดว่าจะติดต่อ เขาน่าจะติดต่อกลับมาแล้ว คิดว่าน่าจะไม่ คิดว่าให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายดีกว่า ถามว่ามันไม่ไปก็ได้นะ แต่เชื่อว่าถ้าไม่ไปมันจะเกิดอีก คนอื่นจะเกิดขึ้นได้อีก แล้วเหตุมันไปแล้ว ความเสียหายมันมีแล้ว”
ขอบคุณภาพประกอบ : Oun Chanisara



