นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยหลังจากประชุมรับฟังปัญหาจากผู้แทนชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด เพื่อแก้ปัญหาราคาน้ำนมดิบล้นตลาดและตกต่ำเหลือ กก.ละ 10บาทว่า วันนี้ ผู้แทนชุมนุมสหกรณ์โคนมฯ ได้ยื่นข้อเสนอ 3 ประเด็นสำคัญ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำนมดิบส่วนเกินและผลิตภัณฑ์นมพาณิชย์ที่ค้างสต็อก ได้แก่ ขอให้ชะลอการนำเข้านมผงในปี 69 พร้อมกับขอความร่วมมือผู้ประกอบการรับซื้อน้ำนมดิบส่วนที่เกินจากการลงนามเอ็มโอยูจำนวน 211 ตันต่อวันให้หมดก่อน การนำเข้านมผงจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังเร่งกระจายผลิตภัณฑ์นมที่ค้างสต็อกเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการสามารถรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรได้อย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนการเปิดตลาดใหม่ โดยเฉพาะตลาดมาเลเซีย เพื่อทดแทนตลาดกัมพูชาที่มีการปิดด่านชายแดน

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม โดยได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในเร่งเชื่อมโยงระบายผลิตภัณฑ์นมยูเอชที ผ่านกลไกของกรมฯ อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งเครือข่ายร้านธงฟ้าทั่วประเทศ การเชื่อมโยงจำหน่ายร่วมกับห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ หรือโมเดิร์นเทรด ห้างท้องถิ่น รวมถึงการบูรณาการในทุกกิจกรรมส่งเสริมการค้าของกรมการค้าภายใน เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและเร่งดูดซับสต็อกนมสด

นอกจากนี้ ยังได้ประสานความร่วมมือกับผู้ให้บริการปั้มน้ำมันเชื้อเพลิงชั้นนำ 4 แบรนด์ เปิดพื้นที่จำหน่ายและจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์นมไทย เพื่อเพิ่มจุดเข้าถึงผู้บริโภคในทำเลที่มีศักยภาพสูง พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง และการมอบผลิตภัณฑ์นมเป็นของสมนาคุณ เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ด้านตลาดต่างประเทศ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ร่วมกันสนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการในการขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย ทั้งด้านกฎระเบียบ มาตรฐานสินค้า และการจับคู่ธุรกิจ เพื่อเปิดช่องทางตลาดใหม่และเพิ่มโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการไทย

“การแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วนต้องควบคู่กับการปรับโครงสร้างในระยะยาว โดยกระทรวงพาณิชย์ขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมบริหารจัดการต้นทุนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการบริหารจัดการแม่โคในฟาร์ม การพิจารณาคัดเลือกหรือหมุนเวียนแม่โคที่มีอายุมากและให้ผลผลิตลดลงแต่มีต้นทุนค่าอาหารสูงออกจากระบบ เพื่อลดภาระต้นทุนที่ไม่จำเป็น และสร้างความสมดุลระหว่างปริมาณผลผลิตกับความต้องการของตลาดอย่างยั่งยืน”