สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้เปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจไทย(จีดีพี)ไตรมาส 4 ปี 68 ขยายตัว 2.5% ปรับตัวเพิ่มกว่าคาดไว้มาก

สาเหตุที่เศรษฐกิจไทย หรือ GDP ขยายตัวเติบโตพุ่งแรงมาจากเครื่องชี้หลายตัวขยายตัวเร่งขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนรวม 8.1% แบ่งเป็นภาคเอกชน 6.5% และภาครัฐ 13.3% เร่งตัวขึ้นแรง

ทำให้ภาพรวมทั้งปี 68 จีดีพีไทยขยายตัวได้สูงถึง 2.4% เป็นมูลค่าจีดีพี 18.97 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 18.68 ล้านล้านบาท ในปี 67 และรายได้ต่อหัวของคนไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 269,643.1 บาทต่อคนต่อปีเพิ่มขึ้นจาก 266,102.7 บาทต่อคนต่อปี ในปี 67 

นอกจากนี้ได้ประมาณการแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 69 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.5 -2.5% หรือค่ากลาง 2% คาดว่าการอุปโภคบริโภคขยายตัว 2.1% และการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัว 1.9% ส่วนการส่งออกสินค้าจะขยายตัวได้ 2% ขณะที่รายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมปี 68 อยู่ที่ต่อหัวต่อทริป 44,600 บาท เป็น 47,000 บาทต่อหัวต่อทริป

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า “ไตรมาส 4 ผมเองก็แปลกใจ ขยายตัวเกินกว่าคาดพอสมควร ตอนแรกไตรมาส 4 ประมาณการไว้ภายใน 1% แต่ข้อมูลจริงมีหลายตัวขยายตัวแรง โดยเฉพาะก่อสร้าง ลงทุนภาคเอกชน ลงทุนภาครัฐ ทำให้ไตรมาส 4 การขยายตัวเศรษฐกิจไทยเกินกว่าที่คาดไว้มาก ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน รัฐบาล หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน มาตรการหลายอย่างจากภาครัฐเร่งดำเนินการ เร่งเบิกจ่าย อำนวยความสะดวกลงทุน หาตลาดใหม่ และเร่งลงทุนภาคเอกชน เป็นเครดิตของทุกภาคส่วนช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวมากกว่าที่คาดไว้”

“กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใช้เวลาระยะหนึ่ง ซึ่งการจัดตั้งรัฐบาลให้เป็นทางการเข้ามาดำเนินการบริหารประเทศเต็มรูปแบบ ใช้ระยะเวลา ถ้าทำได้เร็วภายในช่วงไม่เกิน มี.ค. หรือต้นเม.ย.นี้ จะช่วยให้การจัดทำงบประมาณ 70 สามารถดำเนินการได้ล่าช้าไม่มาก ล่าช้าแค่ 2 เดือน แต่ถ้าการตั้งรัฐบาลล่าช้า ส่งผลต่อการทำงบปี 70 กระทบเงินลงทุนเข้าระบบเศรษฐกิจ”

นายดนุชา กล่าวว่า ส่วนคนละครึ่ง พลัสของรัฐบาลใหม่นั้น เรื่องนี้ถ้าจะทำให้ดูเครื่องชี้ประกอบด้วย ถ้าเป็นการทำเพราะบริโภคลดลงมาก ต้องอัดกระตุ้น ซึ่งคนละครึ่งเป็นมาตรการหนึ่งมีประสิทธิภาพเรื่องพวกนี้ จะทำแค่ไหนดูงบประมาณและสถานการณ์ ซึ่งที่ผ่านมาได้พูดคุย และเข้าใจรัฐบาลได้เป็นนโยบายหาเสียงไปแล้ว และการดำเนินการต้องดูหลายปัจจัยรอบด้านก่อนดำเนินการ ต้องดูปริมาณ สถานการณ์ และช่วงเวลาที่เหมาะสม

ขณะที่มาตรการภาครัฐเป็นส่วนหนึ่งกระตุ้นการใช้จ่าย และใช้จ่ายลงบุคคล ไปผู้ประกอบการ สะท้อนการบริโภคขยายตัวไตรมาส 4 ที่ผ่านมา และเป็นเรื่องการลงทุนภาคเอกชน และภาครัฐ รวมทั้งเรื่องการก่อสร้าง โดยเป็นมาตรการเร่งรัฐเบิกจ่ายลงทุน ให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเร่งขึ้น

ทั้งนี้ หากรัฐบาลเข้ามาและดำเนินการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ถ้าเริ่มเดือนไหน เงินจะเข้าระบบเศรษฐกิจในเดือนนั้นเลย แต่ภาพนี้ยังไม่ชัดว่าจะเข้าบริหารประเทศโดยสมบูรณ์เมื่อไร แต่เงินที่ใช้ต้องไปดูด้วยว่าถ้าใช้ปี 69 มีงบกลาง เหลืออยู่เท่าไร เพียงพอทำได้เท่าไร คิดว่าต้องหารือในรายละเอียด ถ้าเริ่มใช้จ่ายได้ สมมุติวันที่ 1 ก.ค. เงินจะเข้าสู่ระบบเลย