สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 16 ก.พ. ว่านายโยฮันน์ วาเดอพูห์ล รมว.การต่างประเทศเยอรมนี กล่าวว่า ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส มักพูดถึงการแสวงหาอธิปไตยของยุโรปซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง อย่างไรก็ดี “ใครก็ตามที่พูดเรื่องนี้ จำเป็นต้องลงมือปฏิบัติให้สอดคล้องกันภายในประเทศของตนเองด้วย”
ปัจจุบัน ประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) โดยเฉพาะในยุโรปกำลังเผชิญความกดดันอย่างหนักจากสหรัฐ ซึ่งต้องการให้เพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ แม้สมาชิกให้คำมั่นร่วมกัน เมื่อเดือน มิ.ย. ปีที่แล้ว ว่าจะเพิ่มการใช้จ่ายด้านความมั่นคงให้ถึง 5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ภายในปี 2573 แต่วาเดอพูห์ลมองว่า ความคืบหน้าของยุโรปยังคงล้าหลัง
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่การทูตระดับสูงสุดของเยอรมนีกล่าวด้วยว่า “น่าเสียดาย” ที่ความพยายามของฝรั่งเศส “ยังไม่เพียงพอที่จะบรรลุเป้าหมาย”
German foreign minister slams France over defence spending https://t.co/H5JcCEx3ej pic.twitter.com/TRpY3kXdI2
— Euractiv (@Euractiv) February 16, 2026
ทั้งนี้ ขณะที่เยอรมนีตัดสินใจยกเว้นงบกลาโหมออกจากข้อจำกัดด้านหนี้สินตามรัฐธรรมนูญ และวางแผนทุ่มงบประมาณมากกว่า 500,000 ล้านยูโร ( ราว18.45 ล้านล้านบาท) ระหว่างปี 2568-2572 ฝรั่งเศสกลับมีข้อจำกัดทางการเงินที่มากกว่า
ปัจจุบัน ฝรั่งเศสมีภาระหนี้สาธารณะสูงเป็นอันดับ 3 ของสหภาพยุโรป (อียู) รองจากกรีซและอิตาลี มีสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีสูงเกือบ 2 เท่าของเพดาน 60% ที่อียูกำหนดไว้
นอกเหนือจากเรื่องงบประมาณ ทั้งสองประเทศยังมีข้อพิพาทในอีกหลายประเด็น เช่น การที่อุตสาหกรรมและสหภาพแรงงานของเยอรมนีกล่าวหาบริษัทดาโซของฝรั่งเศส ว่าพยายามเข้ามาครอบงำและกำหนดเงื่อนไขในโครงการพัฒนาเครื่องบินรบร่วมกัน
เยอรมนียังคัดค้านแนวคิดของมาครง ซึ่งอยากให้อียูกู้เงินร่วมกันเพื่อนำมาใช้จ่ายด้านกลาโหม โดยรัฐบาลเบอร์ลินยืนยันว่า แต่ละประเทศต้องรับผิดชอบงบ 5% ด้วยตัวเอง
นอกจากนั้น ฝรั่งเศสพยายามขัดขวางข้อตกลงการค้าอียูกับกลุ่มประเทศอเมริกาใต้ในนาม “เมร์โกซูร์” ที่เยอรมนีสนับสนุน ขณะที่ฝรั่งเศสคัดค้านความพยายามของเยอรมนีและอิตาลี ในการผ่อนปรนกฎเกณฑ์การแบนรถยนต์น้ำมันและดีเซล ภายในปี 2578.
เครดิตภาพ : AFP



