จากกรณี “อดุลย์” ควง “แม่ทัพภาค 4” ขอโทษประชาชน หลังนายกฯ ไม่สบายใจ ปมกล่าวหา รร.ปอเนาะเป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ก่อการร้าย ยอมรับสื่อสารผิดพลาด ทำประชาชนเข้าใจผิด ยันมีความตั้งใจแก้ไขปัญหาให้เกิดสันติสุข พร้อมเดินหน้าทำความเข้าใจคนในพื้นที่ ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้

เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง” อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ออกมาโพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก “Wanwichit Boonprong” ถึงการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือทุกฝ่าย ไม่ใช่กองทัพเพียงลำพัง พร้อมมองว่ากระแสกดดันให้แม่ทัพภาคที่ 4 พ้นตำแหน่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน

โดย ผศ.ดร.วันวิชิต ระบุข้อความว่า “วิธีการแก้ปัญหาความไม่สงบของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือช่วยกัน กองทัพทำเองตามลำพังไม่ได้หรอกครับ กระแสความพยายามอยากให้แม่ทัพภาคที่ 4 พลโทนรธิป โพยนอก พ้นจากพื้นที่ เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนมากนะครับ แน่นอน ท่านแม่ทัพได้ขอโทษที่ทำให้หลายฝ่ายไม่สบายใจไปแล้ว ผมขออนุญาตให้ความเห็นต่างจากนักวิเคราะห์ท่านอื่นๆ ว่า ท่านแม่ทัพเป็นข้อจำกัด หรือถูกมองว่าไม่ใช่คนในพื้นที่ ไม่เข้าใจงานความมั่นคงจังหวัดชายแดนใต้ ผมขออธิบายการที่ว่าทำไมพลโทนรธิป ถูกส่งมาเป็นแม่ทัพภาคที่ 4”

นอกจากนี้ “ไม่ใช่เพราะพลโทนรธิปเป็นเพื่อนร่วมรุ่น รมว.กลาโหม และ ผบ.ทบ.เท่านั้น แต่เพราะหลักนิยมและหลักคิดของกองทัพบก เชื่อว่านายทหารที่มาจากกองทัพภาคที่ 2 ทุกคน ผ่านประสบการณ์ ถอดบทเรียนและความสำเร็จในการต่อสู้สงครามทางความคิด ภัยคอมมิวนิสต์กับพี่น้องคนไทยร่วมชาติมาแล้ว ซึ่ง ผบ.ทบ.ท่านปัจจุบัน จะเกษียณในปี 2570 พร้อมกับ พลโทนรธิป คงมีความตั้งใจในห้วง 3 ปี การเป็นผู้บัญชาการทหารบกของท่านอยากเห็น ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมตามแนวทางที่ฝ่ายยุทธการออกแบบไว้ โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่วางเป็นหมุดหมายว่า ปี 2570 สันติสุขในพื้นที่ชายแดนภาคใต้จะสุขสงบร่มเย็น ก่อนที่ ผบ.ทบ. จะเกษียณไป”

อีกทั้ง “การมาของพลโทนรธิป จึงไม่ใช่วิถีแห่งสายเหยี่ยว ไม่ให้คนไทยต้องเข่นฆ่ากัน การแก้ปัญหาด้วยความเข้าใจ เพื่อเป็นการขับเคลื่อนเข้าถึงมวลชน อาจจะไปสร้างวิตกกังวลต่อกลุ่มขบวนการในพื้นที่ไม่มากก็น้อย เพราะแม่ทัพคนนี้เห็นพ้องกับ ศอ.บต. และสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ที่จะผลักดันจัดตั้งโครงการวิทยาลัยอิหม่ามและอิสลามศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และวิทยฐานะของครูสอนศาสนาในพื้นที่ หากบรรลุเป้าหมายตรงนี้ น่าจะสร้างการยอมรับถึงการแสดงความจริงใจของรัฐที่มีต่อประชาชนในพื้นที่”

อย่างไรก็ตาม “แม่ทัพภาคที่ 4 ที่ผ่านมา ที่มาจากนายทหารนอกพื้นที่ ก็ทำงานประสบความสำเร็จได้ และได้รับการยอมรับ อาทิ พลโทพิเชษฐ์ วิสัยจร มาจาก รองแม่ทัพภาคที่ 2 นายทหารนักการพัฒนา และพลโทปราการ ชลยุทธ์ นายทหารม้าจากกองทัพภาคที่ 3 เป็นต้น เพราะคลังข้อมูลความมั่นคงในภาคใต้ แม่ทัพหลายท่านที่มาจากทัพภาคอื่น ส่วนใหญ่เคยผ่านประสบการณ์ภาคสนามในจังหวัดชายแดนใต้หลายคน สมัยที่เป็นผู้การทหารพรานบ้าง ผู้การหน่วยเฉพาะกิจ ภาคสนาม จึงเข้าใจบริบทปัญหาพอสมควร ผมเข้าใจว่าความเคลื่อนไหวอันบริสุทธิ์ใจของสมาพันธ์ฯ ในพื้นที่ ที่ไม่ต้องการ “แม่ทัพยูร” อยู่ในพื้นที่ เพราะเกรงว่าสถานการณ์จะลุกลามบานปลาย และผมเข้าใจว่า มันกระทบกระเทือนจิตใจของพวกท่าน ผมว่ากังวลใจว่า กลุ่มผู้ไม่หวังดีจะฉวยโอกาสซ้อนทับ “เข้าทาง” ไปขยายผลต่อ ผมอยากให้ต่างฝ่ายต่างถอยกันคนละก้าว ทางรูปคดีคนร้ายลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ก็ต้องทำต่อไปไม่ให้เป็นมวยล้ม ถ้าทำได้น่าจะทำให้บรรยากาศคลี่คลายมากขึ้น”

ขอบคุณข้อมูล : Wanwichit Boonprong