เมื่อวันที่ 18 ก.พ. นายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม พากลุ่มผู้เสียหาย ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาติดตามความคืบหน้าคดี กรณีตำรวจกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือบก.ปอศ. ได้ดำเนินคดีกับบริษัทแห่งหนึ่งในพื้นที่จังหวัดชลบุรี หลอกผู้เสียหายเทรดทองคำ อ้างได้ผลตอบแทนสูง สร้างเอกสารหลักฐาน และเช็คเงินสดปลอม หลอกผู้เสียหายให้เกิดความน่าเชื่อถือ ให้ตัดสินใจร่วมลงทุน และใช้วิธีแชร์ลูกโซ่นำเงินคนใหม่ไปจ่ายคนเก่า และจับผู้เกี่ยวข้องดำเนินคดีไปแล้ว 6 คน และหลบหนีหมายจับ 1 คน เป็นชาวเยอรมัน ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา

นายแทนคุณ เปิดเผยว่า ที่พาผู้เสียหายมาวันนี้เพื่อติดตามความคืบหน้าทางคดี หลังทราบว่าผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมตัวก่อนหน้านี้ได้รับการปล่อยตัว จึงกังวลว่าจะมีผลต่อรูปคดี อีกทั้งยังมีพฤติกรรมข่มขู่ผู้เสียหายที่เป็นชาวต่างชาติ รวมถึงผู้เสียหายกังวลว่าจะมีการนำเงินที่หลอกลวงผู้เสียหายออกไปยังต่างประเทศ เนื่องจากผู้ต้องหาที่หลบหนีอยู่เป็นชาวต่างชาติ

ด้านนางสาวศันสนีย์ คูประสิทธิ์ ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ถูกเพื่อนที่ร่วมลงทุนก่อนหน้ามาชักชวนให้ร่วมลงทุนโดยครั้งแรกลงทุนไปประมาณ 250,000 บาท จะได้เงินปันผลวันละ 2,500-5,000 บาท ช่วงแรกได้รับเงินจริง เป็นระยะเวลา 4 เดือน จึงเกิดความน่าเชื่อถือลงทุนเพิ่มเป็นจำนวนกว่า 2 ล้านบาท หลังจากนั้นเริ่มจ่ายช้าลง จนไม่ได้รับเงินตามสัญญาที่ระบุเอาไว้ เมื่อติดต่อสอบถามบริษัทก็บ่ายเบี่ยง อ้างว่าตลาดปิด ราคาทองคำผันผวน ปัจจุบันพยายามติดต่อสอบถามกับบุคคลที่ถูกดำเนินคดี กลับถูกข่มขู่ ตัวเองและสามีซึ่งเป็นชาวต่างชาติ จึงทำให้เกิดความกังวลในเรื่องความปลอดภัย

เบื้องต้นบริษัทดังกล่าวมักจะชวนคนมาเข้าร่วมลงทุน อ้างว่าเงินที่นำไปลงทุนนั้นนำไปเทรดทองคำ โดยไม่ได้มีการสอนหรืออบรมให้ผู้ลงทุนได้ทราบถึงความเสี่ยง และเป็นผู้เทรดทองคำเอง แต่รับไปดำเนินการโดยไม่แจ้ง อีกทั้งยังพบว่ามีการปลอมแปลงเอกสารหลักฐานต่างๆ เพื่ออ้างความน่าเชื่อถือ หลอกลวงผู้เสียหายให้เข้าร่วมลงทุน ทำให้ตำรวจกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เข้าตรวจค้นและดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องในบริษัทดังกล่าวในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน”.