จากกรณี “ฮุน มาเนต” นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวรอยเตอร์ส ระบุว่า จะเชิญคณะกรรมการสันติภาพ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้ไกล่เกลี่ย พร้อมเรียกร้องไทยอนุญาตให้คณะกรรมการกำหนดเขตแดนร่วมเริ่มทำงานในพื้นที่พิพาทชายแดนนั้น 

เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 69 นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ได้ลงพื้นที่ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็น 1 ในพื้นที่พิพาท ที่ไทยยึดคืนได้จากการปะทะ พร้อมให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า ขณะที่นักการเมืองไทยกำลังแย่งชิงอำนาจ แต่ศัตรูข้างบ้านกำลังเดินเกมรุกคืบ เตรียมผนึกมหาอำนาจบีบไทยให้จนมุม พร้อมตั้งคำถามถึงพรรคการเมืองบางพรรคที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย

นายเจษฎ์ กล่าวว่า ต้องเตือนให้คนไทยตาสว่างกับแผนการของ ฮุน  มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่กำลังรุกคืบอย่างเป็นระบบ ที่มีแผนฮุบผลประโยชน์อ่าวไทย จากการอ้างอิงคำกล่าวของกษัตริย์นโรดม สีหมุนี ที่ระบุว่าหากไทยสร้างกำแพง กัมพูชาก็ต้องได้ส่วนแบ่งน้ำมันในอ่าวไทย รวมถึงใช้ ทรัมป์ เป็นโล่ ซึ่งกัมพูชาเลือกข้างสหรัฐอย่างชัดเจนผ่านคณะกรรมการสันติภาพ เพื่อดึงมหาอำนาจมาเป็นพวก และเตรียมใช้ยุโรป (โดยเฉพาะฝรั่งเศส) เข้ามากดดันไทยให้คืนพื้นที่ทับซ้อน 

นายเจษฎ์ กล่าวว่า กัมพูชามีแนวโน้มในการที่จะเดินหน้าเรียกร้องให้มีการคืนพื้นที่จากทางประเทศไทย ดังที่ฮุน มาเนต ได้บอกเอาไว้ เดินหน้าต่อจากคณะกรรมการสันติภาพ ไปยุโรป ไปคุยกับประเทศต่าง ๆ เพื่อสร้างความได้เปรียบ ในขณะที่กษัตริย์กัมพูชา สมเด็จนโรดม สีหมุนี ก็ได้กล่าวอ้างว่า ถ้าหากประเทศไทยจะสร้างกำแพงขึ้นมา ก็ต้องขอแบ่งน้ำมันที่อยู่ในอ่าวไทยเช่นกัน การรุกคืบเหล่านี้ ทั้งจากสถาบันกษัตริย์ของกัมพูชาและจากองคาพยพในการบริหารจัดการแผ่นดินโดย ฮุน มาเนต ถ้าหากว่าเรายังไม่นึกคิดว่าภัยข้างบ้านเป็นสิ่งที่อันตรายมาก เรายังคงทะเลาะกันในบ้าน ยังคงหาจุดลงตัวเพื่อเดินหน้าต่อไปไม่ได้ การที่ฮุน มาเนต ไปประชุมคณะกรรมการสันติภาพ ก็ต้องร่วมกันกับคุณโดนัลด์ ทรัมป์ เท่ากับว่ากัมพูชาเลือกทางฝั่งของสหรัฐอเมริกาไปเกินครึ่งตัวแล้ว

นายเจษฎ์ กล่าวถึงกรณีที่ชาวกัมพูชาแฝงตัวอยู่ในพื้นที่อธิปไตยไทยมานานกว่า 30-40 ปี โดยที่รัฐบาลยุคก่อน ๆ เพิกเฉย ด้วยว่า การได้สัมผัสพื้นที่จริง การได้เห็นว่ากัมพูชาได้มาแฝงตัวอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ 30-40 ปีแล้ว โดยรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มาไม่ได้แก้ปัญหาใด ไม่ได้พยายามจะดำเนินการเพื่อที่จะรักษาอธิปไตยอย่างมั่นคง แม้รัฐบาลที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี จะดำเนินการค่อนข้างจะแข็งขัน และแสดงศักยภาพในการปกป้องอธิปไตยในระดับสูง แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะเหตุว่าภัยยังไม่หมด และเรื่องราวยังไม่จบ

นายเจษฎ์ กล่าวต่อว่า  การรุกคืบของกัมพูชาจะก้าวเข้ามาได้ทุกเมื่อ โดยใช้กำลังทางกายภาพ และใช้ความสัมพันธ์ที่จะมีต่อสหรัฐอเมริกาในอนาคตเข้ามาบีบคั้นเรา ส่วนประเทศมหาอำนาจอื่น ที่เราบอกว่าเป็นมหามิตร เช่น จีน รัสเซีย หรือประเทศอื่นใดในยุโรป จะช่วยเหลือเราหรือไม่ ยิ่งในยุโรปก็ยังมีประเทศอย่างฝรั่งเศสที่น่าจะพร้อมในการจะร่วมมือกับกัมพูชา และไม่รู้จะสานสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาอย่างไร ในการรุกคืบมาย่ำยีไทย

นายเจษฎ์ กล่าวเตือนสติคนไทยว่า ภัยข้างบ้านอันตรายกว่าที่คิด หากไทยยังไม่เลิกทะเลาะกันเอง และยังจัดการ ไส้ศึก ภายในไม่ได้ เราอาจสูญเสียอธิปไตยอย่างถาวร  ต้องช่วยกันผลักภัยร้ายออกจากบ้านเมือง และช่วยกันแก้ปัญหาภายในประเทศ ถ้าวันนี้ยังมีการบ่อนทำลายอยู่ เราต้องรีบจัดการ ไม่มีเวลาที่จะแตกความสามัคคีกันแล้ว เพราะว่าภัยภายนอกมันหนักหนากว่าภัยภายใน  แต่สิ่งที่จะทำให้เราพ่ายแพ้ คือการจัดการกับภัยภายในไม่ได้ ความสามัคคีกันเหมือนที่เป็นมาในอดีต ดังนั้นในตอนนี้ เราต้องรู้แล้วว่า มีคนอยู่ 2 จำพวก คือ พวกกำลังจะสร้างชาติ กับพวกกำลังจะทำลายชาติ เราต้องร่วมกันเป็นประเภทแรก บ้านเมืองเราถึงจะรอด.