เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 69 ผู้สื่อข่าวรายงาน กรณี นายช่อกุ โรจน์ศิริชัย ผู้ใหญ่บ้านเลตองคุ อ.อุ้มผาง จ.ตาก และแกนนำชาวบ้านกะเหรี่ยงได้ยื่นหนังสือต่อนายชูศักดิ์ รู้ยิ่ง ผวจ.ตาก ขอให้นำงาช้างโบราณศักดิ์สิทธิ์ อายุกว่า 400 ปี กลับมาประดิษฐานในหมู่บ้านเหมือนเดิม โดยนายชูศักดิ์ ได้รับหนังสือและกล่าวว่าจะตรวจสอบและดำเนินการตามที่เหมาะสมต่อไป เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 69 ที่ผ่านมา

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายสุรพงษ์ กองจันทึก นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านกลุ่มชาติพันธุ์ เปิดเผยว่า งาช้างคู่นี้เป็นงาช้างขนาดใหญ่ มีการแกะสลักเป็นพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัยโดยรอบ และแกะเป็นพระพุทธรูปยืนที่โคนงาช้าง เดิมเป็นของ “หน่องโก่วเปี๊ยว” ซึ่งเป็นบุตรสาวของพระสุวรรณคีรี เจ้าเมืองสังขละบุรี ได้นำไปถวายให้แก่หัวหน้าฤาษีกลุ่มตะละโคงที่บ้านเลตองคุ ด้วยความเคารพศรัทธา
พระสุวรรณคีรีเป็นตำแหน่งที่พระราชทานแก่ผู้นำกะเหรี่ยงสืบทอดกันมา โดยเริ่มตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 แต่งตั้ง “ภวะโพ่” ให้เป็นเจ้าเมืองสังขละบุรี ดูแลพื้นที่แถบชายแดนอำเภอทองผาภูมิ สังขละบุรี และด่านเจดีย์สามองค์ ตำแหน่งพระสุวรรณคีรีได้สืบทอดทางสายเลือดต่อกันมา 5 รุ่น จนยกเลิกบรรดาศักดิ์เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า งาช้างคู่นี้ประดิษฐานด้วยความเคารพในศาลาของฤาษี และมีการทำพิธีกราบไหว้ทุกวันพระ ต่อมาในปี 2560 อดีตผู้ใหญ่บ้านแอบนำงานช้างไปทำพิธีในฝั่งเมียนมา ทางราชการไทยได้ประสานงานกับกองกำลังกะเหรี่ยงพุทธเพื่อประชาธิปไตย (DKBA) จนสามารถนำงาช้างกลับคืนมาได้ และเก็บรักษาไว้ที่ที่ว่าการอำเภออุ้มผางเพื่อความปลอดภัย
เมื่องาช้างมีที่มาที่ไปชัดเจนว่าเป็นของชุมชนเลตองคุ เป็นของคู่บ้านคู่เมืองตามวิถีความเชื่อในพระพุทธศาสนาของชาวกะเหรี่ยง ทางราชการก็ควรคืนให้กับชุมชนไปสักการบูชาตามความเชื่อ โดยอาจช่วยเหลือในการจัดทำที่ประดิษฐานให้ปลอดภัยและมีระบบดูแล โดยพื้นที่นั้นต้องให้ชาวบ้านสามารถเข้าถึงเพื่อกราบไหว้และประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อได้

นอกจากนี้ทางอำเภออุ้มผางควรทำเรื่องเสนอกรมศิลปากรเพื่อขึ้นทะเบียนงาช้างที่เป็นของโบราณมีความหมายทางความเชื่อนี้เป็น “โบราณวัตถุ” เพื่อยกระดับเป็นสมบัติของชาติต่อไป โดยให้ชุมชนเป็นผู้เก็บรักษา.




