เมื่อบ่ายวันที่ 14 ก.ค. ที่บริเวณโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ย่านพหลโยธิน นายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ในนามผู้อำนวยการศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์พรรคกล้าธรรม ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ โดยกล่าวแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำซากและไม่ควรเกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร ตนได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาในลักษณะนี้มาตั้งแต่ปี 2562 สมัยที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในกระทรวงยุติธรรม จึงตั้งคำถามว่าต้องมีการทบทวนบทเรียนและเกิดการสูญเสียอีกกี่ครั้งถึงจะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่กำกับดูแลโดยตรงต้องมีความรับผิดชอบให้มากที่สุด

นายกองตรี ธนกฤต กล่าวว่า ตนมีความกังวลใจว่าเหตุการณ์นี้จะกลายเป็นเพียงเรื่องชั่วคราวแล้วเลือนหายไป จึงต้องออกมาเพื่อกระตุ้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการที่ไม่ควรเอาเปรียบ รวมถึงผู้กระทำความผิดที่จะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย จากการลงพื้นที่ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าสถานที่ดังกล่าวตั้งอยู่ริมถนนและเปิดเป็นร้านอาหาร แต่มีการเปิดให้บริการดนตรีเกินเวลาเที่ยงคืน ซึ่งส่วนตัวมองว่าสถานที่มีความคลุมเครือในเชิงรูปแบบระหว่างร้านอาหารกับสถานบันเทิง และตั้งข้อสังเกตไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ว่ามีการขออนุญาตก่อสร้างและใช้งานอาคารในลักษณะใด เนื่องจากเป็นหน้าที่ของสำนักงานเขตหรือโยธาเขตที่จะต้องเข้าตรวจสอบ ทั้งนี้ ตนจะติดตามและทวงถามในฐานะที่ดำรงตำแหน่งในกรรมาธิการกิจการรัฐสภา เพื่อหาสาเหตุว่าเหตุใดเมื่อเกิดเพลิงไหม้แล้วผู้ประสบเหตุจึงไม่สามารถออกจากสถานที่ได้

ในประเด็นการเยียวยาผู้เสียชีวิต นายกองตรี ธนกฤต ชี้แจงว่า กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพมีหน้าที่เยียวยาตามข้อกฎหมายอยู่แล้ว แต่ในส่วนของค่าสินไหมทดแทนนั้น จะต้องมีการตรวจสอบเรื่องการทำประกันภัยของทางร้านว่าครอบคลุมอย่างไรบ้าง พร้อมย้ำว่าหากญาติผู้เสียชีวิตต้องการความช่วยเหลือด้านกฎหมาย ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์มีทีมงานพร้อมให้การสนับสนุน อีกทั้งยังเสนอแนะให้หน่วยงานในกรุงเทพมหานครจัดตั้งศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ที่เป็นหน่วยงานกลาง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงความช่วยเหลือได้โดยสะดวก

นอกจากนี้ นายกองตรี ธนกฤต ยังกล่าวถึงการใช้เงื่อนไขทางกฎหมายในการขออนุญาตประกอบกิจการร้านอาหารเพื่อหลีกเลี่ยงข้อบังคับของสถานบันเทิงว่า แม้การส่งเสริมการทำร้านอาหารจะไม่ใช่เรื่องผิด แต่การดำเนินกิจการควรเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ขออนุญาตไว้ โดยทางร้านต้องมีแผนเผชิญเหตุและเส้นทางหนีไฟที่ชัดเจน ซึ่งกรณีนี้พบว่าประตูบันไดหนีไฟถูกล็อกไว้ จึงต้องมีการสอบสวนหาตัวผู้สั่งการเพื่อดำเนินคดีทางอาญา เนื่องจากเป็นการสูญเสียร้ายแรงที่กระทบต่อระบบเศรษฐกิจของกรุงเทพมหานคร โดยความผิดที่ต้องตรวจสอบประกอบด้วยเหตุจากการกระทำโดยประมาท รวมถึงมาตรฐานการใช้อาคารตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ที่ต้องไม่ใช้วัสดุไวไฟซึ่งเป็นเหตุให้ไฟลุกลามรุนแรงเช่นเดียวกับบทเรียนจากกรณีซานติก้าผับ

พร้อมทิ้งท้ายว่ากรณีนี้สะท้อนถึงความบกพร่องของหน่วยงานรัฐที่กำกับดูแลอย่างชัดเจนว่าเหตุใดจึงปล่อยให้มีการใช้อาคารในลักษณะที่เสี่ยงต่ออันตรายเช่นนี้ได้.