กลายเป็นโศกนาฏกรรมสะเทือนขวัญคนทั้งประเทศ สำหรับเหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บระนาวกว่า 60 ราย ล่าสุดนักร้องลูกทุ่งสาวตัวแม่ “ตั๊กแตน ชลดา” ได้เดินทางมาร่วมงานบวงสรวงภาพยนตร์เรื่อง “กะเทยไทบ้าน ไวรัสล้างโลก” พร้อมเปิดใจถึงเรื่องราวสุดช็อกเมื่อคนใกล้ตัวอย่างมือกีตาร์ในวงของเธอ ต้องเผชิญวินาทีหนีตายจากกองเพลิงครั้งนี้ด้วย

โดยนักร้องสาวเผยว่า “เหตุการณ์วันไฟไหม้เห็นข่าวรู้สึกตกใจมาก มีกีตาร์ของเราอยู่ในวงนั้นด้วย เขาไปเล่นในคืนที่เกิดเหตุเลย และเราก็ช็อก เพราะในคลิปวิดีโอเขาก้าวออกมาก้าวเดียวไฟก็ขึ้นเลย คือถ้าเขาออกมาไม่ทันก็น่าจะเหมือนกัน เราก็เลยรู้สึกว่าทำไมมันรุนแรงขนาดนี้ ก็เป็นห่วงแล้วก็กังวลมาก ก็รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ให้กำลังใจกับเคสดับทุกๆ คน ถามว่าทราบข่าวตอนไหน เมื่อคืน (12 ก.ค. 69) นั่งดูหนัง ทีนี้มีข่าวแทรกเข้ามาประมาณช่วงห้าทุ่มเที่ยงคืน มันก็ช็อกเลย ทำไมมันรุนแรงขนาดนี้

ส่วนคิดไหมว่าจะเป็นคนใกล้ตัวเรา ตอนแรกไม่คิดเลยว่าจะเป็นคนใกล้ตัว พอเห็นในวิดีโอนี่มันคนของเรานิ มือกีตาร์ ก็ยิ่งช็อกกันไปใหญ่เลย แต่ตอนนั้นไม่สามารถติดต่อใครได้เลย ตอนนั้นน่าจะวุ่นวายกันอยู่ แต่ก็มีส่งกำลังใจหา แล้วก็ได้มีการโทรฯ คุยกันแล้ว ก็เรียกขวัญกัน เขาก็หมดเลยเหมือนกัน อุปกรณ์ทั้งหลาย เครื่องมือทำมาหากินหมดเลย ล่าสุดก็ให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นไป 100,000 บาท แล้วก็มาติดต่อเขาได้ช่วงเช้าค่ะ ถามว่าได้พูดคุยอะไรบ้าง ก็ถามเขาค่ะ แต่เขาก็บอกว่ายังไม่ได้นอน ยังไม่มีเวลานอนเลย ยังตื่นตระหนกแล้วก็ตกใจ น่าจะไปที่สถานีตำรวจเพื่อแจ้งความก่อน แล้วอุปกรณ์ที่เสียหายก็เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เล่นกับแตนด้วย เขาก็ไม่ได้มีอุปกรณ์เยอะมากมาย เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าเครื่องมือนักดนตรีมันแพง มูลค่าเป็นแสน
สำหรับตัวเขามีบาดเจ็บนิดหน่อยค่ะ โดนสะเก็ด คือที่หนูบอกนั่นแหละว่า 1 วินาทีที่ก้าวออกมา แล้วไฟมันก็มา เขาบอกว่าเขาเห็นควันก่อน ควันมันดำโขมงไปหมดเลย ตอนแรกเขาจะกลับไปเอากีตาร์ แต่เพื่อนรอบข้างบอกว่าให้ทิ้งเลย ก็เลยก้าวออกมาเลยทันที ปกติเขาก็ประจำของเรา แต่เราก็ให้เขาฟรีแลนซ์ได้ เราก็ไม่ห้าม มันเป็นหนทางทำมาหากินเขา ไปแจ้งความแล้วทำยังไงต่อ เขาก็น่าจะต้องวางแพลนชีวิตใหม่เหมือนกัน สิ่งที่สูญเสียไปมันก็เยอะ ที่สำคัญคือสติ ความตกใจอ่ะ แล้วตัวเราเองก็เคยไปเล่นที่ร้านนั้นเหมือนกัน ก็เพิ่งไปมาไม่นาน ก็รู้สึกตกใจ แล้วก็แอบเป็นห่วงทุกคนมากกว่า เพราะชีวิตคนสำคัญกว่าใดๆ อย่างอื่นมันหมดไม่เป็นไร ตอนไปเล่นถามว่าได้เช็กอะไรไหม ปกติก็จะเป็นทีมงานที่คอยเช็กเรื่องของทางออกทางเข้า แต่เอาจริงๆ วันที่เราไปเล่น เราก็มัวแต่สนใจทำงาน ไม่ได้ไปโฟกัสตรงนั้นมากนัก

จากข่าวเรื่องทางออกวันที่เราไปเล่นมันเป็นอย่างนั้นเลย มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ถามว่าจากนี้มีมาตรการในการรับงานยังไง เราคงไปตั้งมาตรฐานการรับงานไม่ได้ มันเป็นเรื่องราวที่เราจะต้องทำงานและเราแบกภาระหลายชีวิตอยู่ เราต้องทำมาหากินต่อไป เราได้แต่วิงวอนทางร้านและสถานที่ อยากให้มีมาตรการในการจัดทำร้านที่ดีขึ้น มีมาตรฐานมากขึ้น ช่วยดูแลความปลอดภัยให้กับลูกค้ามากขึ้น น่าจะร้องขอกันตรงนี้ดีกว่า เวลาไปงานต้องดูทางเข้าทางออกยังไง ทีมงานก็ช่วยรีเช็กทางเข้าทางออก แต่ก็ไม่ถึงขั้นไปเจาะลึกอะไรมากมาย ถามว่าหลังจากนี้ต้องเปลี่ยนไหม ก็ต้องมีบ้าง ต้องมีชำเลืองว่าทางหนีไฟอยู่ตรงไหน โดนล็อกหรือเปล่า ก็ต้องเช็กนิดหนึ่งเพราะว่ามันก็อันตราย เกิดอะไรขึ้นนิดหนึ่งก็ตายแล้ว เอาอุปกรณ์ที่อยู่ตรงนั้นส่วนใหญ่มันจะติดเชื้อไฟได้ง่ายด้วย

เหตุการณ์นี้ถามว่าไม่กล้ารับงานในผับแล้วไหม คือถ้าถามว่าไม่กล้ารับงานมันเป็นไปไม่ได้ เพราะเราเลี้ยงหลายชีวิต เราต้องคำนึงถึงคนส่วนมาก ก็ได้แต่วิงวอนร้องขอให้ทางร้านรักษามาตรฐานความปลอดภัยให้ดีขึ้น แล้วที่เราเคยไปเล่นมาเคยมีมาตรฐานความไม่ปลอดภัยที่ทำให้เรากังวลไหม หนูว่ามันก็มีหลายที่ ก็มีเยอะแหละ แต่เราเองก็ต้องระวัง จะไปให้ทางร้านระมัดระวังอย่างเดียวก็ไม่ได้ ทุกคนก็ต้องเซฟ ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ส่วนปัญหาที่เราเคยเจอเอง ส่วนใหญ่ก็เจอแต่ในข่าว ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องกลิ่นบุหรี่มากกว่า แต่ก็พยายามเซฟตัวเอง ถ้าเราต้องอยู่ในนั้นนานๆ ก็ใส่หน้ากากอนามัย เราก็ต้องช่วยกันดู ส่วนคิวไปแสดงกับร้านนี้ ร้านเขาก็น่าจะต้องฟื้นฟูอีกยาวนาน”

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ตั๊กแตน ชลดา



