กรณีการลักลอบตัดถนนและตัดไม้ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ยวมฝั่งขวา กลายเป็นประเด็นร้อนใน จ.แม่ฮ่องสอน หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความชอบด้วยกฎหมายและผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกลกลับสะท้อนความจำเป็นของเส้นทางคมนาคมที่เข้าถึงได้จริง โดยเฉพาะในยามฉุกเฉิน
เสียงสะท้อนดังกล่าวชัดเจนขึ้น หลังเกิดเหตุสลดในพื้นที่ ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน เมื่อชาวบ้านบ้านแม่ปอ ต้องช่วยกันแบกเปลไม้ไผ่ลัดเลาะตามไหล่เขา ระยะทางราว 6–7 กิโลเมตร เพื่อส่งตัว นางลอยบอย ษมาจิตโอบอ้อม อายุ 70 ปี ที่มีอาการป่วยทรุดหนัก ออกจากหมู่บ้าน ท่ามกลางสภาพถนนดินที่กลายเป็นโคลนลื่นจากฝนตกหนัก รถยนต์ไม่สามารถสัญจรได้

ปลายทางแรกคือบ้านแม่กองคา เพื่อรอรถฉุกเฉินจากเทศบาลตำบลแม่ยวม ก่อนส่งต่อไปยังโรงพยาบาลแม่สะเรียง ซึ่งอยู่ห่างออกไปอีกประมาณ 35 กิโลเมตร แม้ทีมแพทย์จะเร่งช่วยชีวิตด้วยการทำ CPR อย่างเต็มกำลัง แต่สุดท้ายไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้

เหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงเย็นวันที่ 20 ก.พ. 69 หลังผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลียต่อเนื่อง 2 วัน และทรุดหนักในช่วงสายวันเดียวกัน ประกอบกับฝนที่ตกลงมาตลอดคืน ทำให้พื้นผิวถนนเละและลื่นจนรถเข้าไม่ถึง

ภาพการแบกหามผู้ป่วยถูกเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ สร้างความสะเทือนใจ และจุดประกายคำถามสำคัญว่า สำหรับชุมชนห่างไกล “ถนน” คือความสะดวก หรือคือโอกาสรอดชีวิต
นายวรศักดิ์ พานทอง นายอำเภอแม่สะเรียง เปิดเผยว่า ได้รับรายงานเหตุด้วยความเสียใจ พร้อมยอมรับว่าสภาพเส้นทางในช่วงฤดูฝนเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของประชาชนในพื้นที่สูง
ในขณะที่ประเด็นการบุกรุกป่าและการตัดถนนยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ เสียงจากชาวบ้านบนยอดดอยก็สะท้อนอีกด้านของความจริง ระยะทางบนแผนที่อาจดูไม่ไกล แต่ในชีวิตจริง เส้นทางที่เป็นโคลนลื่นอาจหมายถึงเส้นแบ่งระหว่างความเป็นและความตาย
การสูญเสียจึงไม่เพียงเป็นผลสะเทือนจากข้อพิพาทเรื่องการพัฒนาและการอนุรักษ์ หากยังเป็นคำถามถึงแนวทางสร้างสมดุล เพื่อให้การคุ้มครองป่าไม้ดำเนินควบคู่ไปกับการคุ้มครองชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ท่ามกลางผืนป่าอย่างแท้จริง.



