สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากเมืองฮิวสตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 27 พ.ค. ว่า เอเชียได้รับน้ำมันประมาณ 80% ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งการที่อิหร่านปิดเส้นทางขนส่งสำคัญแห่งนี้เป็นส่วนใหญ่ ในช่วงสงครามที่ดำเนินมานาน 3 เดือน ส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันทั่วโลก และทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ บังคับให้ผู้นำเข้าบางรายต้องหาซัพพลายเออร์ใหม่

ข้อมูลจากบริษัท เคปเลอร์ (Kpler) แสดงให้เห็นว่า เรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่มากที่ติดธงชาติกรีซ ชื่อว่า “อโรซา” (Arosa) บรรทุกน้ำมันดิบที่มีกำมะถันสูง ปริมาณ 616,000 บาร์เรล จากคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ไบรอัน มาวด์ ในรัฐเทกซัส เมื่อช่วงต้นเดือน พ.ค. และมีกำหนดการเดินทางถึงจังหวัดบาตาอัน ประเทศฟิลิปปินส์ ในช่วงต้นเดือน ก.ค. นี้ โดยอ้างอิงจากใบตราส่งสินค้า

อนึ่ง ฟิลิปปินส์กำลังกระจายแหล่งพลังงานของประเทศ ท่ามกลางการขาดแคลนน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง โดยนางชารอน การิน รมว.พลังงานฟิลิปปินส์ กล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่า รัฐบาลมะนิลากำลังพิจารณาผู้ผลิตน้ำมันในสหรัฐ แคนาดา โคลอมเบีย และอาร์เจนตินา รวมถึงการยกเว้นของสหรัฐต่อน้ำมันของรัสเซียที่อยู่ระหว่างการขนส่งทางทะเล

เคปเลอร์ระบุว่า ฟิลิปปินส์ไม่ได้รับน้ำมันดิบจากสหรัฐ นับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2563 และโดยปกติแล้ว ประเทศรับน้ำมันปริมาณมากจากซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) และอิรัก

ทั้งนี้ สหรัฐส่งน้ำมันดิบจากเอสพีอาร์ไปยังเอเชียครั้งล่าสุด เมื่อเดือน พ.ย. 2565 เมื่อรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ปล่อยน้ำมัน 180 ล้านบาร์เรล เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านพลังงาน หลังจากรัสเซียปฏิบัติการทางทหารในยูเครน.

เครดิตภาพ : REUTERS