เพราะความสุขของลูกสำคัญกว่ากรอบในตำรา “ชมพู่ อารยา” จูงมือลูกสาว “น้องแอบิเกล” ซุปตาร์ตัวน้อย เปิดใจผ่านรายการ MY DADDY James เผยวิธีเลี้ยงลูกทั้ง 3 คนแบบไม่ยึดติด ไม่บังคับกิน ไม่เปรียบเทียบ และไม่พยายามสร้างความสมบูรณ์แบบให้ชีวิตครอบครัว พร้อมเผยว่า “น้องเกล” คือคนที่เข้ามาเปลี่ยนวิธีคิด จากคนที่วางแผนทุกอย่างในชีวิต เรียนรู้การปล่อยวางและอยู่กับปัจจุบันมากขึ้นกว่าเดิม

ชมพู่ เผยว่า “การเลี้ยงลูกสไตล์ชมก็ไม่ได้มีก่อนที่จะมีลูกค่ะ ตอนที่ท้องก็น่าจะเป็นเหมือนพ่อแม่มือใหม่ ทุก ๆ คนที่อ่านหนังสือเยอะ แต่พอตอนที่เขาออกมาจริง ๆ แล้วเอาเขากลับมาบ้านวันแรก เหมือนเราลืมทุกอย่างที่อ่านมาหมดเลย ต้องอยู่แค่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เพราะรู้สึกว่าสำหรับเรามัน Overwhelm มาก สิ่งที่อ่านมาหรือสิ่งที่เราเตรียมพร้อมมาคือมันไม่เกิดขึ้นเลย เหมือนเหตุการณ์ข้างหน้าหนักเกินกว่าจะรับมือได้ การปรับตัวของเราคือวันต่อวันแล้วก็เรียนรู้ไป จากที่เคยคิดว่าถ้ามีลูกจะต้องเป็นอย่างนี้ ๆ นะ ฉันมีลูกแฝดจะต้องสร้างระบบอะไรบางอย่าง เพื่อที่จะให้กินเวลานี้ นอนเวลานี้ เหมือนที่เขาบอกมาว่าถ้ามีลูกแฝด เลี้ยงลูกอ่อนพร้อมกัน คือต้องให้หลับแล้วก็ตื่นพร้อมกันเพื่อที่ว่าแม่จะได้มีเวลาเหลือ ในอุดมคติต้องเป็นอย่างนั้นแต่ว่ามันไม่ได้เป็นอย่างนั้นไง เพราะเขาไม่ได้สนใจหรอกว่าเราจะมีกฎเกณฑ์อะไร เขาก็จะเป็นของเขาไปอย่างนั้น เขาก็เลยมาสอนเราว่าก็ไหลกันไปก็แล้วกัน ดูกันไปตามหน้างานค่ะ ไม่ได้มีกรอบอะไรทั้งนั้น แต่ส่วนตัวเราเป็นคนที่จะอยากมีแผนกับตัวเอง ทุกอย่างอยากที่จะมีเช็คลิสต์ว่า วันนี้จะต้องเป็นอย่างนี้ทุกอย่างจะต้องมีแพลนเป็นไปตามนี้ แต่ลูกมาสอนเรา คือสำหรับชมทุกเรื่องในโลกที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเองมีตารางและกฎเกณฑ์ แต่ว่าลูกคือสิ่งเดียวเลยที่เราไหลไปกับเขา รู้สึกว่าลูกมาสอนเรา แล้วก็ให้เรายอมรับ โดยเฉพาะเกล การมาของเกลคือเหมือนกลายเป็นว่ามาสอนเราเลยว่าบางอย่างเพื่อลูก เพื่อที่จะไปต่อด้วยกันทั้งหมด เราก็อาจจะต้องละบางอย่างที่เป็นตัวตนของเรามาก ๆ มันไม่ได้หมายความว่าเราต้องขายจิตวิญญาณอะไรขนาดนั้นนะ แต่หมายความว่าบางอย่างมันอาจจะไม่ได้เหมือนตอนที่เราตัวคนเดียวแล้ว เพราะเรามีอีกชีวิตหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบ ตอนนี้เขาคือความสำคัญของเรา เพราะฉะนั้นเขาก็จะมาสอนเรา และจริง ๆ มันเอาไปใช้กับเรื่องอื่นได้ด้วยว่ามันไม่มีหรอก ถึงแม้ว่าในภาพที่ออกมามันจะเหมือนกับว่าเรามีทุกอย่าง Perfect แต่มันไม่ได้ทุกอย่าง ก็ยังมีบางอย่างที่เคยเป็นสิ่งที่เราหวงแหน แต่ ณ ตอนนี้ก็คือเขามาก่อน เขาก็มาสอนเรา”

“แม่เป็น Introvert แต่เจ๊เกลเป็น Extrovert ปรับเข้าหากันยากไหม จุดนี้จริง ๆ จะบอกว่าความเป็น Introvert มันเป็นอุปสรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราเป็นผู้ปกครอง แล้วพอลูกเข้าโรงเรียน มันเริ่มมีสังคมของพ่อแม่ เหมือนเราต้องกลับไปเรียนหนังสือใหม่ต้องไปเจอคนรุ่นนั้น กลับไปเข้าสังคมอีกทีหนึ่งเจอผู้ปกครองด้วยกัน บางทีกิจกรรมบางอย่างที่โรงเรียนจัดขึ้น ซึ่งอันนี้ก็เป็นสิ่งใหม่ที่เราต้องปรับตัวเหมือนกัน แต่เราก็คงจะหาตรงกลางของเราได้ ถามว่าความที่ลูกมีทิศทางเป็น Extrovert ก็ไม่ได้ถึงกับเป็นอุปสรรคขนาดนั้น เราไม่ได้รู้สึก กลายเป็นว่าเวลาไปไหนมาไหน เขาเป็นคนที่ไปมีปฏิสัมพันธ์กับคนเอง หรือเข้าหาคนอื่น โดยที่เราอยู่เฉย ๆ ของเราได้เลย น้องเกลเขาแค่ไม่กลัวคน เพราะเขาอาจจะถูกเทรนด้วยการที่ถูกอุ้มไปไหนมาไหน แล้วยังไม่ได้มีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับการไปเจอคน ก็เลยยังไม่ได้ถึงกับอยากจะประมวลว่า น้องเกลเป็น Extrovert ขนาดนั้น เพราะรู้สึกว่าความเป็น Introvert หรือ Extrovert  จริง ๆ มันอาจจะไม่ได้มองแค่ว่า ชอบอยู่กับคนหรือไม่ชอบอยู่กับคน หรือต้องอยู่คนเดียวต้องสันโดษ มันอาจจะเป็นแค่คุณสมบัติอย่างหนึ่ง ซึ่งบางทีมันอาจจะไม่ได้ปรากฏในทุก ๆ คนขนาดนั้น ความเป็น Introvert มันเป็นเรื่องของวิธีประมวลข้อมูล หรือวิธีที่สมองของ Introvert จะทำงานอีกแบบหนึ่ง ซึ่งอันนี้ก็ต้องดูกันต่อไป เพียงแต่ว่าที่แน่ ๆ ทักษะการเข้าสังคมเขาสูงกว่าแม่ เพราะเราเอาเขาออกสื่อตั้งแต่เด็ก ๆ คืออย่างพี่สายฟ้าก็ไม่ได้กลัวคนแต่ก็ไม่ได้ชอบ แต่การที่พาเขามาทำงานกับแม่ เขาก็จะถามว่ามีใครบ้าง แล้วมีอะไรให้เขาทำ ตอนนี้พอเขาเริ่มโตแล้วก็จะเริ่มรู้แล้วว่า บางทีถ้าเขาอยู่บ้าน หรือไปทำอย่างอื่นที่เขาชอบอาจจะสนุกกว่า ตอนนี้อาจจะไม่ได้ถึงกับสนุกกับกิจกรรมถ้าตามแม่มาทำงานแล้ว แต่เขาก็รู้ว่าถ้ามาทำงานกับแม่ก็เจอหน้าเดิม ๆ กองเราก็หน้าตาประมาณนี้ ก็เป็นเซฟโซน เป็น Comfort Zone ของเขา ก็เลี้ยงกันมาทั้งหมดแล้วทั้งนั้น”

ชมพู่ เล่าต่อว่า “ถามว่าทำยังไงให้น้องเกลทำงานแต่มีความสุข เราไม่ได้สอนเขา แต่จะบอกกับลูกค้าอยู่แล้วว่า คุณไม่ต้องหวังอะไรที่มันอภินิหาร ลำดับขั้นตอนหรือสิ่งที่คาดหวังให้เขาทำคือไม่ต้องมีอะไรมาก ส่วนมากถ้ามีพิธีกร มีแม่ ก็อยู่ด้วยกันไป โดยการพูดบทสนทนาต่าง ๆ เราต้องเป็นคนคุมอยู่แล้ว ส่วนเขาคือ แค่ไปยืนอยู่ตรงนั้นเป็นเขา เต็มที่ก็อาจจะมีบรีฟอะไรนิดหน่อยที่สมมุติว่า มีเล่นเกม เด็กด้วยวัยนี้ก็สนุก และจะไม่ใส่ข้อมูลอะไรเขาเยอะ แค่ว่าวันนี้มางานอะไร ถ้ามีแท็กไลน์หรือมีอะไรที่อยากให้เขาพูดก็จำไปอันเดียวพอ ทำเป็นอัน ๆ ไปแล้วก็ไม่บรีฟอะไรมาก เพราะว่าไม่อยากให้เครียด ไม่อยากให้เขาต้องรู้สึกว่ามันมีอะไรเยอะแยะไปหมด ทำให้เขารู้สึกทุกครั้งว่ามันสนุกนะ เวลาเราพูดถึงการมาทำงานของเขาในแต่ละวันจะพูดให้รู้สึกว่ามันสนุก มีอะไรรออยู่ ซึ่งเราก็ต้องขอความร่วมมือกับทีมงานและทุกคนด้วยว่า เราต้องช่วยสร้างบรรยากาศรอบข้างตรงนี้ให้เด็กมีความสุข ไม่เครียด ไม่อย่างนั้นแปลว่าครั้งต่อไปเขาเจอเซ็ต เจอไฟ เจอกล้อง เขาก็จะจดจำแล้วว่ามายืนตรงนี้เขาต้องเครียดและต้องเจอความกดดัน ถ้าสมมุติว่าเวลาไปทำงาน อาจจะไปอีเวนต์หรือไปถ่ายโฆษณา ก็จะให้ใช้ Energy เป็นแบตก้อนแรกของเขา คือตื่นมาเราต้องจัดการเลย เข้ามาถึงกองปุ๊บทำผมแป๊บเดียว หน้าเขาไม่ได้ต้องแต่งอะไรเยอะแยะ แต่สมาธิหรือโฟกัสของเด็กมันจะได้แค่เต็มที่คือ ครึ่งวัน เพราะฉะนั้นคนที่ทำงานกับชมก็จะมีความเข้าใจเดียวกันว่า ถ้าเป็นลักษณะงานถ่าย ไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่ง หรืออะไรก็ตาม ตั้งแต่เขาตื่นจนเต็มที่คือ เที่ยง แต่สักประมาณ 10:30 น. – 11:00 น. เขาจะเริ่มส่งสัญญาณแล้ว จะเริ่มรวนแล้วพราะว่าพลังงานของเด็กมีเท่านี้ เงื่อนไขเขาก็จะประมาณนี้ แล้วต้องนอนให้เต็มที่ ถ้ารู้ว่าวันพรุ่งนี้จะมีงานก็นอนมาให้เต็มที่และกินให้อิ่ม งานอีเวนต์ก็เหมือนกันถ้าสมมุติว่าเป็นช่วงบ่ายหรือช่วงเย็น เฉพาะวันนั้นก็อาจจะต้องนอนกลางวันและทานให้อิ่ม เพราะเด็กจะงอแงก็ต่อเมื่อนอนไม่พอหรือกินไม่อิ่มค่ะเป็นพื้นฐาน ถามว่าทำไม  น้องเกลถึงอารมณ์ดี ก็ต้องให้เขากินอิ่มนอนหลับ มีแค่นี้แค่สองเรื่องสำหรับเด็ก”

“เคล็ดลับทำให้น้องเกลทานเก่ง  ของน้องเกล ความที่เขาอยู่กับชม พอเห็นเราทานอะไรเขาก็จะเลียนแบบ เห็นคนอื่นทานอะไรก็อยากทานบ้าง อาจจะเป็นวัยที่กำลังค้นหาด้วย แต่ของน้องเกลคือข้ามจากอาหารเด็กไปอีกทีก็คือ ข้าวมันไก่ ราดหน้าแบบนั้นเลย เพราะอาหารเด็กมันไม่ได้อร่อย มันจืด ซึ่งเราก็ให้เธอกินข้าวเด็ก เขามี Taste buds (ตุ่มรับรส) แล้วก็เขามีอาหารที่ชอบ เพราะว่าทำไมพอเป็นราดหน้า เป็นข้าวมันไก่แล้วกิน เลือดที่มากับข้าวมันไก่ หรือเลือดที่อยู่ในต้มเลือดหมูก็กิน แต่ถ้าไม่กินก็คือไม่กินทั้งสามคนเลยค่ะ อยากกินอะไรบอกมา แต่อันนี้เข้าใจว่าบริบทแต่ละบ้านอาจจะไม่เหมือนกัน บางคนก็อาจจะมีอะไรก็ต้องกินไปแล้วแต่นโยบายของแต่ละบ้าน แต่บ้านชมคือจะกินอะไรว่ามา ถ้าหาให้ได้ก็จะหาค่ะพอเราอยู่กับเขาไปเรื่อย ๆ ก็จะรู้ว่าแต่ละคนมีความชอบไม่เหมือนกัน พี่สายฟ้าชอบไข่ ไข่เยิ้ม ๆ ไม่สุก ชอบมาก ส่วนพายุชอบเนื้อสัตว์โปรตีน เช่น สเต๊ก หมูทอด และพี่สายฟ้าก็จะชอบพวกเมนูแป้ง เมนูเส้น และเนื้อสัตว์คือต้องนุ่มถึงจะกิน เนื้อวัวก็ต้องเนื้อดี ๆ เพราะฉะนั้นถ้าอยากให้เขาทานก็ให้สิ่งที่เขาชอบ อย่างบางทีเขาก็จะคุยกันก่อน บางทีก่อนนอนป้าเจี๊ยบก็จะถามว่าพวกคุณจะกินอะไร พรุ่งนี้กลับมาจากโรงเรียนอยากกินอะไร หรือตอนเช้าอยากกินอะไร คุยกันก่อนจะได้มีเวลาเตรียม ทั้งนี้ทั้งนั้นชมไม่เคยบังคับ วันดีคืนดีเขาจะนึกอยากกินขึ้นมาเอง อย่างพี่สายฟ้าตอนนี้วันดีคืนดีก็ชอบกินหัวหอม ทั้งหอมหัวใหญ่ หอมแดง ที่ผัดมาแล้วนิ่ม ๆ นิดหนึ่ง แล้วมีรสชาติหวาน ๆ หรือพวกมะเขือเทศ รู้สึกว่าถ้าสมมุติว่าเราทำได้พ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกทาน เพราะอยากให้กินผัก อยากให้ไฟเบอร์ถึง โปรตีนถึง เชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนไม่อยากกลุ้มใจว่าลูกไม่กินข้าว เพราะฉะนั้นอยากกินใช่ไหม พูดมาว่าอยากกินอะไรถ้าหาให้ได้ก็หา บางวันสามคนกินไม่เหมือนกันเลย แต่ชมเข้าใจนะ อาจจะมีชาวเน็ตบางคนบอกว่าไม่ไหวหรอก 3-4 คนจะมานั่งเอาใจกี่เมนูก็ไม่รู้ แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าโดยเฉพาะคนไหนที่ทานยากจริง ๆ อย่างเพื่อนชมบางทีก็มาปรึกษาเหมือนกันว่าลูกทานน้อยและรู้สึกว่าผอมมาก ไม่มีพุงเลย ท้องแบนมาก ชมเลยถามว่าลองกลับไปดูหรือยังว่า รสชาติอาหารคุณเป็นยังไง เพื่อนก็บอกว่าวันก่อนเอาข้าวเหนียวหมูปิ้งให้กิน เขากินใหญ่เลย เขาก็อยากกินของอร่อยเหมือนเรา มัน As simple as that”

“อันนี้ด้วยความสัตย์จริงบ้านเราตอนก่อนที่จะมีลูก ก็คิดว่าจะต้องนั่งทานอาหารพร้อมกันเป็นเวลา ถึงเวลาก็คือนั่งพร้อมหน้าพร้อมตากันทุกคน แล้วกินให้เสร็จ โดยไม่มีการรบกวนด้วยอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ภาพที่บ้านคือปูเสื่อหน้าทีวีหน้าจอแบบนี้ แล้วก็ทะเลาะกันว่าใครจะดูช่องอะไรแต่ก็กินไปด้วย ขนาดผู้ใหญ่ยังทำไม่ได้เลย อันนี้ชมไม่ได้บอกว่าให้ทำตามนะ อย่างที่บอกลูกมาแล้วบางอย่างเราก็ยอมอะลุ่มอล่วยเพื่อให้เขาทานได้ สำหรับเราก็อยู่กันอย่างนี้ เขาก็ทานได้และสนุก บางทีกลับมาจากโรงเรียนสามคนพี่น้องก็นั่งสุมกัน บางทีก็มีทีวี บางทีก็ไม่มี แต่เวลาไปร้านอาหารหรือไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกัน ส่วนมากถ้าจะได้กินพร้อมหน้าพร้อมตากันแบบสามมื้อจริง ๆ จะเป็นเวลาอยู่เมืองนอก บอกตรง ๆ ว่าถ้าอยู่กรุงเทพฯ ยากเพราะพ่อก็ตื่นเวลาหนึ่งส่วนแม่ตื่นมาปุ๊บเราก็ต้องเอาเด็กก่อน แม่ตื่นมาหาคาเฟอีนแล้วลูกออกไปข้างนอก หลังจากนั้นเราถึงได้เตรียมตัวไปยิม จัดการธุระตัวเองต่อ เราคงไม่ได้ทานพร้อมเขา มื้อเย็นก็เหมือนกัน โดยเฉพาะถ้าต้องดูเรื่องอาหารของเราด้วย จะมารอทานพร้อมเด็กตลอดเวลาคงไม่ใช่ แต่เวลาที่เขานั่งทานกันอยู่บางทีเราก็เข้าไปนั่งอยู่ด้วยได้โดยที่เราอาจจะไม่ได้ทานกับเขา แต่ละครอบครัวแต่ละบ้านก็มีบริบทที่แตกต่างกันไป ซึ่งวิธีนี้สำหรับบ้านเรามันได้ผล สิ่งที่เราให้ความสำคัญก็คือ ลูกทานได้ และได้รับสารอาหารตามวัยของเขา แต่ถ้าได้ไปอยู่เมืองนอกไปพักผ่อนบางทีเราเช่าบ้านอยู่ก็จะได้ทานข้าวด้วยกันครบสามมื้อ จะบอกว่าถึงแม้ว่าจะเลี้ยงกันแบบนี้ปูเสื่อกินหน้าทีวี แต่ถึงเวลาที่ต้องทานอาหารร่วมกันหรือไปที่ร้าน เราก็ทานได้ ไม่ใช่ว่าเขานั่งอยู่กับเราไม่ได้”

“ส่วนเรื่องเครียด เลี้ยงลูกยังไงไม่ให้เครียด เป็นคำถามที่ใหญ่มาก เราก็รู้นะคะ หมายถึงพวกข้อมูลอะไรที่มันอาจจะเป็นข้อเท็จจริง หรือเป็น Know-how ทุกวันนี้ก็ยังมีเพจบางเพจที่ชมชอบตาม ซึ่งเกี่ยวกับเรื่อง Parenting แต่ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องเชื่อทั้งหมด อย่างก่อนหน้านี้ช่วงที่ลูกชมเกิดใหม่ ๆ จะมีกระแสคำว่า Gentle Parenting สำหรับชมนะ Gentle Parenting มันไม่ได้ผล เพราะลองแล้วเด็กก็ยังท้าทายระบบ ยังท้าทายเราอยู่ เพราะฉะนั้นบางอย่างมันเป็นแค่แนวทาง และเป็นเครื่องมือให้เราลองเอามาปรับใช้ แต่มันไม่มีผิดไม่มีถูกหรอกค่ะ เพราะบริบทของแต่ละบ้านไม่เหมือนกัน มันไม่ใช่กฎประกาศิตที่ตายตัว ไม่ได้ขนาดนั้น แต่เราลองเอามาเป็นไอเดียแล้วปรับ ลองใช้ดูว่าเห็นผล หรือไม่เห็นผลแล้วดูตรงนั้น อย่าไปยึดติดเรื่องผิดถูกมาก มันไม่มีใครรู้หรอกค่ะ เพราะเด็กแต่ละคนเกิดมาก็ต่างกันแล้ว ชมยืนยันได้เลยเพราะว่าชมมีลูกแฝด พูดภาษาเดียวกัน พูดคำพูดเดียวกัน ใช้วิธีเดียวกันมันไม่เวิร์คสำหรับเด็ก 2 คน ขนาดว่าเบียดกันมาในท้องด้วยกัน  กินสารอาหารแบบเดียวกัน แต่เราใช้วิธีเดียวกันกับเขาทั้งสองคนไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นมันไม่มีกฎตายตัวอะไรทั้งสิ้น ความกดดันอีกอย่างหนึ่งของพ่อแม่ยุคนี้ก็คือ เรื่องของการเสพโซเชียลที่คอยบอกว่าอันนี้ควรทำอันนี้ไม่ควรทำ ถ้าเป็นเมื่อก่อนอย่างเต็มที่พวกเราก็คงจะได้ยินแค่ป้าข้างบ้านหรือคนในซอยพูดเท่านั้นเอง แต่ตอนนี้มันกลายเป็นว่ามีเสียงจากโซเชียลมีเดีย ยิ่งถ้าเราเป็นคนสาธารณะด้วยแล้ว เพราะฉะนั้นสุดท้ายแล้วให้เชื่อในสัญชาตญาณของตัวเราเอง เพราะไม่มีความรักไหนยิ่งใหญ่ไปกว่าความรักที่เรามีให้กับลูกเราแล้ว การตัดสินใจของเราย่อมเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้เขาค่ะ ให้ความรักเป็นตัวนำทาง”

“เพราะว่าแต่ละคนไม่เหมือนกันจริง ๆ เราเลี้ยงลูกสามคน เลี้ยงเด็กแฝดอยู่ภายใต้ สภาพแวดล้อมเดียวกัน เขาก็ยังมีความโดดเด่น และความถนัดที่ไม่เหมือนกันเลย เพราะฉะนั้นอย่าไปคิดเปรียบเทียบว่า ลูกบ้านนี้เดินได้แล้ว ตั้งไข่แล้ว หรือคนนี้เริ่มพูดเป็นคำแล้ว สุดท้ายเขาเป็นลูกคน ยังไงเขาก็ต้องพูดภาษาคน จะช้าจะเร็วสุดท้ายเขาก็ต้องพูดค่ะ หรือแม้แต่เรื่องการเรียน พอเข้าสู่ระบบการศึกษาแล้ว มันมีทั้งเรื่องวิชาการ การอ่านออกเขียนได้ หรือเรื่องทักษะอื่น ๆ ที่เด็กแต่ละคนจะฉายแสง หรือแสดงออกมาไม่เหมือนกันตามความถนัดของเขา แต่ชมเชื่อว่ามันต้องไปของมันได้ สำหรับชมเรื่องวิชาการเราไม่ค่อยอะไรกับลูกมาก เพราะรู้สึกว่าเราได้ทำหน้าที่ในส่วนของเราแล้ว คือการเลือกโรงเรียนที่ดีและคิดว่าน่าจะเหมาะกับเขา ส่วนนั้นเราก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของโรงเรียนไป ส่วนอะไรที่เห็นว่าจำเป็นต้องเสริมเราก็เสริมให้ แต่ไม่ได้ไปเครียดกับมัน แต่ถ้าเขามีความฝัน เราก็พร้อมเต็มที่ค่ะ จะอยู่ตรงนี้ และพาไปตามกำลัง ศักยภาพที่พ่อแม่พอจะทำให้ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาเข้าสู่วัยรุ่นที่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เราก็หวังว่าเขายังจะรู้สึกแบบนี้กับเราอยู่ค่ะ มันไม่มีวันไหนที่เพอร์เฟกต์หรอก ความบาลานซ์ในอุดมคติของพ่อแม่แบบนั้นมันไม่มีหรอก แต่มันเป็นแบบที่เรายอมรับ เราต้องลดทอนบางอย่าง ต้องเสียสละบางอย่าง ต้องมีพาร์ตที่เราต้องเสียสละ ต้องเฉือนบางอย่างออกไป มันไม่ได้หมดทุกอย่างหรอก แต่เราก็โอเคที่จะปรับมันไปในแต่ละวัน ทริคเราอันหนึ่งก็คือ พยายามอยู่กับปัจจุบันตอนที่อยู่กับเขาให้ได้มากที่สุด คือในโมเมนต์ที่เราอยู่ ถ้ามัวแต่คิดถึงสิ่งที่เราเสียไป เราก็จะพลาดทั้งโมเมนต์ตอนที่อยู่กับเขา และสิ่งที่เราเสียไปก็ไม่ได้คืนมาอยู่ดี แต่ถ้าสมมุติว่าเราอยู่กับปัจจุบันกับสิ่งที่อยู่ตรงนี้ มันกลายเป็นว่าสิ่งนี้ประเมินค่าไม่ได้เลย และมันจะเป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าเรามัวแต่ไปนึกถึงว่า ตอนนี้จริง ๆ ฉันควรขับรถไปยิมแล้วนะ หรือถ้าวันนี้ได้นอนเพิ่มอีกสักอีกชั่วโมงการฟื้นฟูของฉันคงดีกว่านี้ กล้ามคงชัดกว่านี้แล้ว คือถ้าเราไปคิดถึงแต่สิ่งที่เราต้องแลกไป เราก็จะมองไม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเราเลยค่ะ แล้วพอเราลองอยู่กับปัจจุบันกับเขามาก ๆ มันกลายเป็นว่าพลังงานตรงนี้ หรือสิ่งที่เกิดขึ้นตรงนี้ มันประเมินค่าไม่ได้เลย และเขาก็เปลี่ยนแปลงไปในทุก ๆ วันด้วยค่ะ”