ถูกสนใจหนักมาก หลังล่าสุด “เป็กกี้ ศรีธัญญา” ดาราตลกดังออกมาอัปเดตความคืบหน้าอดีตคนรักฟ้องแบ่งทรัพย์สิน ที่ยืดเยื้อมานานถึง 8 เดือน พร้อมเปิดใจรับมือกับอาการแพนิคจนสามารถก้าวผ่าน ค้นพบความสุขแท้จริงในชีวิต ส่วนหนึ่งได้เจอความรักที่ดี แม้ความสัมพันธ์ครั้งนี้จะไม่ได้เริ่มจากคำว่ารักก็ตาม รวมทั้งได้เผยแพลนวิวาห์กับ “หนุ่มคิว” ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ช่อง One31 ที่มี “ดีเจพุฒ พุฒิชัย” และ “ธัญญ่า ธัญญาเรศ” เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

เป็กกี้ เผยว่า “ล่าสุดเพิ่งไปศาลมา หลายคนอาจคิดว่าคดีสิ้นสุดไปแล้วเพราะนานมากเลยตั้งแต่เป็กโดนฟ้อง เข้าเดือนที่ 8 แล้ว สุดท้ายคดียังไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาเนื้อหาคดีเลย ยังไม่ได้เริ่มต้นเลย ไปนัดแรกเป็นการไกล่เกลี่ย โอเคไกล่เกลี่ยกันไม่ลงตัว ก็นัดกันเพื่อดำเนินการตามขั้นตอน นัดที่สองฝ่ายโจทก์ไม่สะดวกวางเงินต่อศาล ก็เลยขอคำร้องว่าขอยืดระยะในการวางเงิน เพราะการฟ้องร้องจะมีการตั้งตัวเลข แล้วศาลจะพิจารณาว่าตัวเลขนี้จะต้องวางเงินศาลเท่าไหร่ ทีนี้ฝั่งโจทก์ขอเลื่อนไปก่อนเพราะไม่สะดวกในงานวางเงิน แล้วก็มานัดนี้อีก นัดที่สาม เขาก็อุทธรณ์กับทางศาล ขอเพิ่มเป็น 60 วัน แต่รอบนี้เป็นรอบสุดท้ายแล้ว จริงๆ ต้องจบตั้งแต่นัดนี้แล้วค่ะ ศาลก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นถือว่าเป็นความเมตตาของศาลแล้วกัน ศาลก็ต่อเวลาให้อีก 10 วัน เป็นวันที่ 23 ที่จะถึงนี้ เหลือประมาณ 5 วัน จริงๆ แล้วคดีนี้ที่ต้องเอาเงินวางศาล เพราะว่าคดีนี้ไม่มีเรื่องที่จะฟ้องอยู่แล้วตั้งแต่แรก ไม่มีเหตุที่จะฟ้อง ถ้าจะฟ้องต้องวางเงิน อันนี้คือการฟ้องแบ่งทรัพย์ รอบนี้ถ้าไม่มีเงินวาง หรือไม่ยอมวางเงินอีก คดีก็น่าจะยุติลง แต่ทีนี้เป็กก็เป็นห่วงว่า ไม่รู้ในแง่กฎหมาย เขาจะสามารถกลับมาฟ้องเรื่องเดิมได้มั้ย ต้องกลับไปศึกษาอีกทีนึง ถ้ารอบนี้เขาไม่มีเงินวาง”

“ก็ลุ้นเกร็งเลยว่าศาลว่าจะยังไง ศาลบอกว่าไม่มีเหตุอันจะฟ้อง และเลยกำหนดในการวางเงินมาแล้ว ศาลรู้สึกว่ามันสิ้นสุดแล้ว ไปๆ มาๆ ศาลบอกว่าเดี๋ยวจะหาว่าศาลใจร้าย ศาลให้ผลประโยชน์กับโจทก์ 10 วัน ตอนแรกกรีดร้องอยู่ภายใน ถามว่าคิดว่าวันที่ 23 เขาจะกลับมาวางเงินค่าธรรมเนียมเพื่อฟ้องมั้ย ก็ไม่อาจทราบได้ เราไม่รู้ว่ายังไง แต่ ณ วันที่ศาลให้โอกาสโจทก์อีก 10 วัน คิดไปคิดมาก็โอเค คิดว่าศาลเมตตาให้โอกาสโจทก์ไปหาเงินอีก 10 วัน ส่วนจะมีมาหรือไม่มีมา ตรงนั้นไม่ใช่สาระสำคัญในความรู้สึกเป็กแล้ว เป็กตื่นเต้น เครียด เจ็บ จนตอนนี้รู้สึกว่าอะไรก็ได้แล้ว สบายๆ เรื่องยอด ทางศาลไม่อนุญาตให้เราพูดเรื่องตัวเลข รายละเอียดปลีกย่อย อยากพูดเหมือนกัน (หัวเราะ) แต่อย่างที่บอกเอาไว้ว่าค่อนข้างสูง จริงๆ เขามีเพดานของเขาค่าธรรมเนียมศาล แต่จริงๆ มีฟ้องอนาถา ได้สำหรับบางเคส แต่บางเคสก็ไม่สามารถทำได้ อย่างเคสที่ไม่ได้แบ่งเงิน เป็กก็ไม่แน่ใจในเรื่องรายละเอียด แต่สำหรับเคสเป็กไม่สามารถฟ้องแบบนั้นได้ แต่ฝ่ายโจทก์มีสิทธิที่จะลองดูว่าฟ้องแบบนั้นได้มั้ย เผื่อศาลเมตตา ตัวเลขที่วางไว้ เป็กพูดไม่ได้”
“คอมเมนต์ให้กำลังใจ ก็ขอบคุณก่อนทุกคอมเมนต์เลย ทุกกำลังใจเลยที่ส่งมาให้กันตลอด เป็นกำลังใจที่ดีมากๆ ฝ่ายโจทก์จะฟ้องเราก็เป็นสิทธิของเขา ส่วนเป็กเองก็มีสิทธิปกป้องตัวเอง แต่เวลาคอมเมนต์อะไรอยากเตือนนิดนึง อย่าแพ้เสียงในหัวมากนะ เวลาแพ้เสียงในหัวมากๆ โดนฟ้องนะ ล่าสุดเป็กรู้ข่าวมาว่าฝ่ายโจทก์ฟ้องคนในโซเชียลเยอะมาก ตอนแรกเป็กว่าจะช่วยจ่ายเงิน แต่เห็นจำนวนคนแล้ว เป็กก็ช่วยไม่ไหวจริงๆ ช่วยชาวเน็ตที่โดนฟ้อง ก็เยอะ แต่คงไม่ถึงร้อย เดิมทีให้ทีมหลังบ้านติดต่อไป อยากขอช่วยจ่ายครึ่งนึงหรืออะไร แต่ดูจากจำนวนคนแล้ว คิดว่าถ้าช่วยทั้งหมดเป็กต้องขายบ้านหลังนึงหรือเปล่า เป็กก็ไม่มั่นใจ เขาฟ้องหลายสิบ อย่างนี้ไม่ต้องวางเงินศาล ไปชั้นไกล่เกลี่ย จ่ายเงินแล้วก็จบกันได้เลย ถ้าฟ้องในโซเชียลจะอยู่ในชั้นไกล่เกลี่ย ไม่ใช่เฉพาะเคสเป็กนะคนอื่นก็เหมือนกัน กรุณาคอมเมนต์แบบเซฟตัวเองกันด้วยนะทุกคน เป็กเป็นห่วง หลังจากนี้ถ้าคดีสิ้นสุดหรือไม่สิ้นสุด เป็กอยากทำมีตติ้ง อยากขอบคุณที่ออกมาปกป้องเป็ก คนที่โดนฟ้องทุกคนนะ ฟีลแฟนมีตที่โดนฟ้องทุกคน อยากเลี้ยงข้าวเป็นการตอบแทน คงจ่ายเงินแทนให้ไม่ได้ แต่อยากทำแฟนมีต เลี้ยงข้าว แล้วปลอบโยนทางจิตที่ซัพพอร์ต อยากให้ระวังตัวกันด้วย หาวิธีด่าที่ไม่โดนฟ้องได้มั้ย อีกเรื่องนะถ้ารอบนี้เขาไม่มีเงินวางศาล คดีจบ แต่ถ้ามีเงินวางศาล เรื่องนี้ยาวๆ เลยนะ อย่างน้อยเป็กว่าอย่างต่ำ 2 ปี ในการสู้กันบนศาล นั่นแหละค่ะ ทุกคนเวลาให้กำลังใจก็ระวังตัวด้วย”

เป็กกี้ เล่าต่อว่า “จริงๆ อยากฝากความปรารถนาดีแล้วกัน ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทุกวันนี้ไหว้พระสวดมนต์ก็อธิษฐานจิตขออโหสิกรรมให้ อยากบอกว่าอยากให้มีชีวิตที่ดี อยากให้มีครอบครัวที่ดี อยากให้ดูแลครอบครัว อยากให้เจริญก้าวหน้าเติบโตไปในทิศทางที่ดี อยากให้มีชีวิตที่ดีค่ะ แต่ในส่วนการสู้กัน ทางเขาฟ้อง เป็กก็ต้องปกป้องตัวเอง ต้องสู้กันในส่วนของกฎหมาย แต่ความคิด ความแค้น ความเครียด ในใจเป็กตอนนี้ ไม่มีแล้ว อยากให้เติบโตไปในทิศทางที่ดี ขอให้โชคดีในชีวิต ตอนที่ได้หมายศาล เป็กเป็นแพนิคหนักมาก ต้องไปพบนักจิตบำบัด คือเดิมทีไม่ต้องพบนักจิตบำบัด อาการมันค่อยๆ เริ่ม ซึมมาตอนไหนไม่รู้ รู้ตัวอีกทีอาการเราเป็นหนักแล้ว บางวันมัดผมแน่นแล้วรู้สึกว่าหายใจไม่ออก ในใจบอกว่าตายแน่ๆ แล้วบางทีใส่ชุดแน่น หรือไปฉีดหน้าแปะยาชา ตัวพลาสติกรัดบนหน้า เป็กหายใจไม่ออก ต้องแกะออก แล้วเช็ด แล้วกลับบ้านเลยทำไม่ได้ หลายเรื่อง มีปัญหากับการใช้ชีวิต มีบางวันไปนั่งรถเพื่อนที่เป็นโฟล์ค ไม่สามารถเปิดกระจกได้บนทางด่วน อยู่ดีๆ หายใจไม่ออก ต้องให้เขาจอดรถบนทางด่วนแล้วไปหายใจ น่ากลัวมาก ใครไม่เป็นคงไม่รู้ ณ ตอนนั้นเป็กสูญเสียความสุข สูญเสียความมั่นใจ เดินไปทางไหนก็รู้สึกว่าคนจะคิดยังไงกับเรา รู้สึกไม่โอเคกับชีวิตเลย มันหมดเลยความสุข จนคิดว่าชาตินี้คงไม่เจอความสุขอีกแล้วมั้งคงไม่ได้แตะความสุขอีกเลยมั้ง มันทุกข์มาก อยู่ดีๆ ทุกอย่างทุกข์ไปหมดเลย ไม่เห็นความสุขเลย”

“เราก็ยังไม่รู้สึกว่าเราต้องพบแพทย์ แต่เวลาสัมภาษณ์แขก มีชาล็อตมา เราถามว่าชาล็อตเป็นไงบ้าง เวลาไปหาหมอต้องกินยาต้านแพนิค ต้านซึมเศร้า มันช้าลงมั้ย ชาล็อตบอกว่ามันช้าลงคุณพี่ เราไม่กล้ากิน ก็ฝืนอยู่นาน จนพี่ส้มเจ้าของรายการคุยแซ่บฯ เขาเห็นอาการเป็กมาสักระยะหนึ่งแล้วค่ะ เขาคิดว่าเป็กไม่น่าจะไหวนะ อีกหน่อยจะหนักกว่านี้ ทำงานลำบาก เป็กรู้จักนักจิตที่ไหนมั้ย เป็กบอกว่าเป็กไม่รู้จักนักจิตเลย ที่เดียวเลยถ้าจะให้เป็กไปปรึกษาคือโรงพยาบาลศรีธัญญาอย่างเดียวเลย แต่จะให้เป็กเทียวไปเทียวกลับก็ยาก พี่ส้มเลยแนะนำนักจิตบำบัดมาให้เป็ก ถ้าบางคนอาการกำเริบ อาจต้องกินยา แต่เป็กหาหมอไม่ใช่เพื่อการทานยา เป็กไม่อยากทานยาเลย เป็กเลยคุยกับอ.มอส ไตรมิตร ที่คุณพี่ส้มแนะนำให้ ก็ใช้วิดีโอคอลทุกวัน วันละชม. รีเซตระบบเราใหม่เลย เคยเห็นคุยแล้วเปิดใจร้องไห้โฮหมดแรงไปกับพื้นมั้ย เป็กเป็นแบบนั้นหลายรอบมากเลย ร้องจนหมดแรง กว่าจะฟื้น เขาบอกให้ดิ่งลงไปถึงที่สุดแล้วค่อยปีนขึ้นมาใหม่ ตอนนี้ความสุขกลับมาแล้วร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็กสุขกว่าเดิม ตอนนี้เป็กสดใสมากเลย แต่ว่ากว่าจะได้อย่างนี้ก็ยากมาก แต่ถามว่าแพนิคหายมั้ย แพนิคไม่หาย มันจะอยู่กับเราไปตลอด เพียงแต่เราควบคุมเขาได้ดีขึ้น เวลาอาการกำเริบหรืออะไร เราเปลี่ยนโฟกัส เราใช้วิธีนั่งสมาธิ สวดมนต์ ออกกำลังกาย เวลาเราเป็นปุ๊บเราจะบอกตัวเองว่าไม่เป็นไรๆ เปลี่ยนโฟกัส”
“กับคิวเขาขี้อายมาก คนอินโทรเวิร์ตไม่รู้จะมองไปทางไหน คนเป็นแพนิคอยู่โน่นแล้วตอนนี้ (หัวเราะ) คิวเขาเสียงนุ่มอยู่แล้ว อยู่ที่บ้านเป็กคุย 100 คำ เขาคุยครึ่งคำเท่านั้นเอง ก็ขอบคุณด้วยที่เข้ามาในช่วงเวลาที่แย่มากๆ ขอบคุณที่เข้ามาให้พิง ตอนแรกคิดว่าจะแค่พิงเขาให้เราดีขึ้น แล้วเราจะไปต่อ คิดว่าเราน่าจะไปไม่รอด เพราะคู่เราแตกต่างกันมาก เขาก็รู้นะ เขาก็ยินดีเข้ามาให้เราพิง ด้วยความต่างทางสังคม ทางอะไรก็ตาม คิดว่าเราคงไปด้วยกันได้ไม่ยืด แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่าอยู่ด้วยกันแล้วเป็กรู้สึกว่าอยู่ด้วยกันแล้วเราสบายใจ มีความสุข ทำให้เป็กเจอความสุขได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ รู้สึกว่าเฮ้ย ความสุขเรากลับมาแล้ว ความสุขแบบเรียบง่าย ไม่หวือหวา ถ้าเราอยากไปกินข้าวข้างนอกก็ไปกัน แต่เวลาอยู่ในบ้าน ไม่ว่าเราจะโฉบเฉี่ยวในโซเชียลแค่ไหน แต่ถ้าเราอยู่ในบ้านแล้วเป็นความสุขจริงๆ เราจะสัมผัสได้เลยว่าเนี่ยคือความสุข เราเองก็มีจุดที่เกือบไปกันไม่รอดนะ แต่ก็ตอนนั้นคือจูนกันไม่ติด ตัวเป็กเองเคยมีแฟนที่ตัวติดกัน ไปไหนไปกันตลอด พออยู่มาวันหนึ่งไม่มีเขาแล้ว รู้สึกว่าตรงนั้นมันขาดหาย พอพี่คิวเข้ามา ก็คิดว่าต้องเป็นแบบนั้นแน่เลย ตัวติดกันแน่เลย แต่เปล่า ทำไม่ได้ เขาทำงาน เขาเป็นแบ๊กอัปศิลปิน เขาก็ไปกับศิลปินหลายคน บางทีไปต่างประเทศ ไปลาว เขาไปหลายวัน จนเรารู้สึกว่า เฮ้ย เราเหมือนโดนทิ้ง เรากำลังต้องการใครสักคนมาให้เราพิง เรารู้สึกว่าไม่ตอบโจทย์ แล้วรู้สึกว่าไม่ใช่ เราก็งอแง เราบอกกับเขา เดิมทีไม่มีความกังวลใจเรื่องมือที่สามอะไรเลย ตอนเริ่มคบก็เหมือนกัน ความกังวลใจของเป็กมีแค่เรื่องเดียว คือไม่โอเคกับการอยู่คนเดียว แค่นั้นเลย ต้องการคนที่อยู่ด้วยกันตรงนี้ ไม่งั้นประสาทกินแน่เลย ทั้งแพนิคทั้งอะไรไม่รู้ตอนนั้น แทนที่เราจะเยียวยาตัวเองรักษาคนอื่น แต่กลายเป็นว่าเราอยากอาศัยคนอื่นเพื่อทำให้เราดีขึ้น นั่นคือปัญหาของเป็ก ที่เป็กไม่รู้ตัวว่าเป็นแบบนั้น”
คิว เผยว่า “หลักๆ เวลาเขาเครียด อยู่ข้างๆ คอยให้คำปรึกษาเขาไม่ให้เครียด ไม่ว่าคุณทำอะไร ผมจะอยู่ข้างๆ ไม่สบายใจก็ให้ระบายออกมาได้ เพราะไม่ได้คาดหวัง ตอนแรกไม่ได้คาดหวังว่าต้องเป็นแฟนหรือมาดูแล แค่คาดหวังให้เขามีความสุขในสิ่งที่เขาควรจะเป็น เพราะเขาเจอเรื่องอะไรมาเยอะแล้ว แค่อยู่ข้างๆ ให้เขาแฮปปี้ ให้เขาใช้ชีวิตในปัจจุบันให้โอเคก็พอแล้ว แค่นั้นเลย เรื่องทะเลาะกัน มีทะเลาะอยู่แล้ว แต่เราคุยกันแบบผู้ใหญ่ เคลียร์กันเลย อันไหนปรับได้ก็ปรับกัน เรื่องผมมีเสียงเล็กเสียงน้อยไหม ไม่ค่อยเท่าไหร่ครับ (หัวเราะ) ส่วนใหญ่เขาจะเรียกว่าป่ะป๊า เรื่องแพลนแต่งงาน อันนี้ถ้ามีโอกาสก็แต่งแน่นอนครับ แต่ตอนนี้อยากให้ซัคเซสในเรื่องธุรกิจก่อน อยากให้ประสบความสำเร็จก่อน แต่จริงๆ คุยกันแล้วว่าการแต่งงานก็ไม่ได้ซีเรียส หลักๆ คืออยากอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขก่อน อนาคตจะแต่งยังไง พร้อมตลอดอยู่แล้วครับ ตอนนี้ขอให้ธุรกิจซัคเซสก่อนครับ (หัวเราะ)”




