เมื่อวันที่ 21 ก.ค. ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นายธีระ วัชรปราณี ผอ.สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ให้สัมภาษณ์หลังจบงานแถลงข่าว โครงการรณรงค์ฤดูกาลสุขปลอดเหล้าและงดเหล้าเข้าพรรษา ปี 2569 ภายใต้แนวคิด “90 วัน Challenge เก็บแต้มชีวิตที่ดีกว่า” โดยให้สัมภาษณ์กรณีชายขับรถหรูกลับจากดื่มแอลกอฮอล์ เชียร์ฟุตบอลโลก จนไปชนกับพุ่งชนรถสามล้อตุ๊กๆ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย บริเวณปากซอย 12 ภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ต.โสนลอย อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 20 ก.ค. ว่า จากอุบัติเหตุดังกล่าวซึ่งเกิดขึ้นในเวลาตี 4 เป็นสิ่งที่เรากังวลตั้งแต่ที่มีนโยบายขยายเวลาให้สถานบริการใน 5 พื้นที่ เปิดบริการได้ถึงตี 4 ซึ่งเราวิจัยก็พบชัดเจนว่า เป็นช่วงที่มีการดื่มมาต่อเนื่องตั้งแต่ 4 ทุ่ม 5 ทุ่ม เมื่อถึงจุดที่ต้องกลับบ้านร่างกายก็เมาเต็มที่แล้ว ในขณะที่รัฐบอกว่า สถานบริการต้องมีมาตรการดูแลคนเมา มีรถรับส่ง หรือจัดสถานที่ให้พัก ต่างๆ ซึ่งหลักเกณฑ์ที่วางไว้นี้มีไม่ถึง 1 % ที่ทำได้ ดังนั้นที่บอกว่าจะให้สถานบริการมารับผิดชอบนั้นจึงไม่เป็นความจริง
“เมื่อเกิดเหตุแบบนี้ขึ้น พอเป็นคนมีฐานะก็ให้ประกันตัว ยังดีที่ข่าวออกมามีการตรวจวัดแอลกอฮอล์ในเลือดแล้วยืนยันว่าพบสูงถึง 152 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หากไม่มีข่าวมีโอกาสที่จะมีการกดตัวเลขแอลกอฮอล์ในเลือดให้ต่ำกว่า 150 ได้ ซึ่งบ้านเรามีเคสพวกนี้อยู่ ที่ทำแบบนี้เพื่อทำให้ไม่ต้องรับผิดชอบในเชิงการประกัน เพราะผมเชื่อว่าคนขับรถหรูคงมีประกันภาคสมัครใจ ซึ่งประกันนั้นจะมีข้อกำหนดว่า ถ้าแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ประกันจะไม่รับผิดชอบ ซึ่งตามข่าวยังดีที่ว่ามีการเจรจากัน แต่ผมว่ามันไม่คุ้มหรอกกับชีวิตที่เสียไป” นายธีระ กล่าว
นายธีระ กล่าวว่า ดังนั้น จากการศึกษาชัดเจนว่า ที่บอกว่าเปิดผับถึงตี 4 จะช่วยเรื่องเศรษฐกิจดีขึ้นนั้นไม่จริง บางจังหวัดที่ไม่ได้เปิดผับตี 4 ยังมีเศรษฐกิจดีกว่าเสียอีก อันนี้มิติทั้งด้านรายได้ การท่องเที่ยว และความปลอดภัย ถือว่าไม่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด เพราะฉะนั้นเราเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวน และกลับมาอนุญาตให้เปิดได้ถึงตี 2 เหมือนเดิมน่าจะเป็นจุดที่เหมาะสมที่สุด และจะได้เป็นเหมือนกันทั้งประเทศ
เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มักให้สัมภาษณ์ว่าผลกระทบไม่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับที่ผ่านๆ มา นายธีระ กล่าวว่า สิ่งที่บอร์ดฯ พูดน่าจะเป็นการขยายเวลาช่วงบ่าย แน่นอนว่า อาจจะเป็นช่วงที่คนดื่มไม่เยอะ แต่ตนได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ที่จังหวัดภูเก็ตบอกว่า หากไม่มีสงครามที่ตะวันออกกลาง จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามามากกว่านี้ ปัญหาน่าขึ้น ดังนั้นการจะมาวัดว่า เวลานี้ไม่มีการเพิ่มขึ้นของผลกระทบในช่วงบ่ายนั้น อาจจะสรุปเร็วไป แต่ในช่วงตี 4 นั้นชัดเจน มีข้อมูลยืนยันว่า ผลกระทบสูงขึ้นจริง
เมื่อถามว่า ที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีผลการศึกษาพบผลกระทบจากนโยบายแอลกอฮอล์ แต่ยังมีการเดินหน้านโยบายต่อ ทำให้ถูกมองว่าการศึกษา นำร่อง ก็เป็นเพียงพิธีการ เป็นการศึกษาตามใบสั่ง ไม่ได้คุ้มครองสุขภาพประชาชนจริงๆ นายธีระ กล่าวว่า เรื่องนี้ กระทรวงสาธารณสุขก็ต้องทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัย สุขภาพประชาชนเป็นหลัก ซึ่งเราเองก็รู้สึกเสียใจอยู่เหมือนกัน กระทรวงควรจะยืนหยัดต่อมิติทางด้านสุขภาพ ไม่อย่างนั้นรัฐบาลซึ่งจะมองมิติด้านเศรษฐกิจ ท่องเที่ยวเป็นหลัก แล้วกระทรวงสาธารณสุขยังไม่ยืนยันในหลักการและไม่ใช่วิการมายืนยัน การสร้างเศรษฐกิจการท่องเที่ยวด้วยการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ นั้นไม่ว่าจะเป็นการขยายเวลาขายถึงตี 4 ขยายการขายช่วงกลางวัน หรือให้ขายในวันพระ ที่บอกว่าจะเป็นการกระจายรายได้นั้น แต่ที่มีการวิชาการออกมารองรับแล้วว่าไม่ได้เพิ่มจริง หรือเร็วเกินไปที่จะทำแบบนี้
“กระทรวงสาธารณสุขไม่ควรได้รับใบสั่ง แต่ต้องยืนยันในหลักการ เอาข้อมูลมายืนยันว่า แอลกอฮอล์ทำให้เกิดภาระโรคอันดับหนึ่ง ผมไม่เคยได้ยินกระทรวงสาธารณสุขพูดเรื่องนี้เลย แสดงว่าระบบสาธารณสุขเราต้องแบกรับปัญหาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งานวิจัยก็ขึ้นมาชัดเจน แม้แต่ตัวชี้วัดของกระทรวงเองก็ไม่มีเรื่องแอลกอฮอล์เลย เรื่องโรค NCDs ก็ไม่ได้เอาแอลกอฮอล์บวกเข้าไป คุณจะควบคุม NCDs ได้ต้องคุมแอลกอฮอล์ให้ได้ ดังนั้นเรื่องนี้อยากให้กระทรวงสาธารณสุขเข้มแข็ง และอยู่ข้างสุขภาพ” ผอ.สคล. กล่าว



