เมื่อวันที่ 25 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊ก “กรุงเทพมหานคร” เผยแพร่ข้อมูล กทม. อัปเกรดไฟจราจร “ADAPTIVE” ด้วย CCTV AI เริ่มแล้ว 74 แยก ตั้งเป้าเพิ่มอีก 50 แยกในปีนี้ กรุงเทพมหานคร เดินหน้ายกระดับระบบสัญญาณไฟจราจร จากระบบตั้งเวลาแบบเดิมไปสู่ระบบอัจฉริยะ หรือระบบสัญญาณไฟจราจรอัตโนมัติ Adaptive Control ที่ปรับสัญญาณไฟตามปริมาณรถจริง เป้าหมายคือทำให้การเดินทางของทุกคนสะดวกขึ้น รถติดน้อยลง และใช้เวลาบนถนนน้อยกว่าเดิม

  • ภาพรวมไฟจราจรในกรุงเทพฯ

ปัจจุบัน ทางแยกในความดูแล กทม. ทั้งหมด 746 แยก โดยไม่มีสัญญาณไฟจราจร 168 แยก มีสัญญาณไฟจราจร 578 แยก เป็นสัญญาณไฟจราจรแบบ Fix Time (คือตั้งเวลาแบบตายตัว) 433 แยก แบบ Adaptive Loop Detector 71 แยก และแบบ Adaptive (ซึ่งเป็นระบบใหม่) Real Time CCTV 74 แยก

  • แล้วทำไมต้องเปลี่ยน?

เนื่องจากระบบ Fix Time ไม่สามารถปรับตามปริมาณรถที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลา จึงเกิดปัญหาที่คนกรุงเทพฯ คุ้นเคยกันดี ยกตัวอย่างเช่น ไฟเขียว แต่ไม่มีรถ รถต้องจอดรอไฟแดง ทั้งที่ฝั่งตรงข้ามโล่ง, การปรับตั้งระบบทำได้ช้า เพราะต้องใช้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ แต่ระบบใหม่ Adaptive CCTV คือการนำกล้อง CCTV และระบบประมวลผลอัจฉริยะ มาใช้ตรวจจับปริมาณการจราจรแบบ Real Time แทนระบบเดิม ทำให้ไฟจราจร “ฉลาดขึ้น” และตอบสนองต่อสภาพการจราจรจริง ส่งผลให้ปรับสัญญาณไฟให้เหมาะกับแต่ละทิศทาง, รถเยอะปล่อยยาว รถว่างตัดไฟทันที, หมดปัญหาไฟเขียวที่ไม่มีรถ, ลดการรอไฟแดงโดยไม่จำเป็น, ลดโอกาสรถติดค้างกลางแยก (Grid Lock) และเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทาง

  • ทำไปแล้วแค่ไหน?

โดยในปี 2567-2568 กทม. ติดตั้งระบบ Adaptive รูปแบบใหม่แล้ว 74 ทางแยก ครอบคลุมถนนสายหลักที่มีรถหนาแน่น เช่น สุขุมวิท พระราม 4 พหลโยธิน รามคำแหง สาทร สีลม พระราม 9 เพลินจิต ฯลฯ จากการประเมินผล พบว่า ระบบไฟจราจรอัจฉริยะ ทำให้การจราจรไหลลื่นมากขึ้น ช่วยลดเวลาการเดินทางได้ประมาณร้อยละ 10 ถึง 41 เมื่อใช้เวลาอยู่บนถนนน้อยลง เวลาชีวิตของคนกรุงเทพฯ ก็เพิ่มขึ้น ที่สำคัญในปีนี้ กทม. ก็มีแผนขยายระบบ Adaptive เพิ่มอีก 50 ทางแยก.