เมื่อวันที่ 1 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี กำลังเผชิญความเดือดร้อนจากภาวะราคาผันผวนอย่างหนัก แม้ขณะนี้ราคาหน้าสวนจะปรับขึ้นเล็กน้อยจากลูกละ 2–3 บาท มาอยู่ที่ 4–5 บาท แต่ยังห่างไกลจากระดับราคากลางที่เคยสูงราว 15 บาทต่อลูก เหลือเพียงประมาณ 5 บาทเท่านั้น ไม่เพียงพอต่อการครอบคลุมต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง

นายศักดิ์ชัย วิริยะกิจเกษตร อายุ 62 ปี และนายวัฒนา โตบารมีกุล อายุ 64 ปี เปิดเผยตรงกันว่า ราคาปัจจุบันยังไม่คุ้มทุน โดยเฉพาะต้นทุนปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช และค่าแรงงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้เกษตรกรจำนวนมากจำเป็นต้องลดรายจ่าย ด้วยการลงแรงทำสวนเอง แม้อายุจะมากแล้วก็ตาม

“เมื่อก่อนช่วงราคาดี เราจ้างแรงงานในพื้นที่ช่วยเก็บ ช่วยตัด ตอนนี้ต้องหยุดจ้าง เพราะสู้ต้นทุนไม่ไหว” เกษตรกรระบุ พร้อมชี้ว่าการงดจ้างแรงงานไม่ได้กระทบเฉพาะเจ้าของสวน แต่ยังส่งผลให้คนในชุมชนที่เคยมีรายได้จากการรับจ้างต้องขาดรายได้ตามไปด้วย เศรษฐกิจฐานรากจึงชะลอตัวเป็นลูกโซ่
ทั้งสองยังสะท้อนปัญหาโครงสร้างตลาดว่า เกษตรกรส่วนใหญ่จำหน่ายผลผลิตให้ “ล้ง” ของคนไทย แต่ไม่ทราบปลายทางที่แท้จริงของสินค้า และมีการพูดถึงว่าต้องผ่านเครือข่ายล้งทุนจีน ซึ่งถูกมองว่าเป็นผู้กำหนดทิศทางราคา โดยเชื่อว่ามีกลุ่มทุนหลักประมาณ 7–8 ราย ร่วมกันวางแผนกำหนดราคารับซื้อในเครือข่าย ทำให้เกษตรกรไม่มีอำนาจต่อรอง ราคาหน้าสวนจึงถูกกดต่ำ ขณะที่ราคาจำหน่ายในห้างสรรพสินค้ายังคงสูง สะท้อนความเหลื่อมล้ำในห่วงโซ่การตลาดอย่างชัดเจน
นอกจากปัญหาราคาแล้ว ชาวสวนยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพสินค้า หลังมีข้อมูลว่าบางแห่งอาจนำน้ำมะพร้าวแกงมาผสมกับน้ำมะพร้าวน้ำหอม หรือร้ายแรงถึงขั้นผสมน้ำประปาและแต่งกลิ่น หากข้อเท็จจริงเป็นเช่นนั้น และมีการส่งออกไปยังผู้บริโภค อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งท้ายที่สุดผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงคือเกษตรกรต้นทาง
เกษตรกรจึงเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งเข้ามากำกับดูแลโครงสร้างราคา ตรวจสอบกระบวนการกำหนดราคาของล้งอย่างโปร่งใส ควบคุมมาตรฐานการผลิตและการแปรรูปน้ำมะพร้าวอย่างเข้มงวด รวมถึงเร่งขยายตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง ลดการพึ่งพาตลาดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไป
“หากรัฐเอาจริง เชื่อว่าสถานการณ์จะคลี่คลายได้ในระดับหนึ่ง วันนี้ความหวังเดียวของชาวสวนมะพร้าวน้ำหอม คือการได้รับความเป็นธรรมด้านราคา และการคุ้มครองคุณภาพสินค้า ก่อนที่ตลาดจะเสียหายไปมากกว่านี้” สองเกษตรกรกล่าวทิ้งท้าย สะท้อนเสียงจากต้นทางที่ยังรอการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม.



