“ทีมข่าวอาชญากรรม” เจาะมุมมืดที่แอบซ่อนไว้เพียงปลายนิ้ว เพื่อให้ผู้ปกครองเฝ้าระวัง และเยาวชนฉุกคิดเท่าทันเล่ห์ลวงที่อาจสร้าง “ตราบาป” ไปตลอดชีวิต  กับ พ.ต.ท.ปียรัช  เวสสะโกศล  รอง ผกก.ดส.บช.น. ที่มีบทบาทคลุกคลีสำนวนคดีล่อลวงเด็กผ่านโซเชียล  ร่วมผ่ากระบวนการอาชญากรรมที่ซ่อนอยู่หลังหน้าจอ

สถิติน่าตกใจ  เมื่อเกมคือ ‘สมรภูมิ’ ของการพรากผู้เยาว์      

พ.ต.ท.ปียรัช กางตัวเลขที่อาจไม่ระบุชัดเจนถึงภาพรวมประเทศ  แต่เฉพาะ กก.ดส.เห็นนัยเปลี่ยนแปลงที่น่ากังวลช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนอายุต่ำกว่า 15 ปี  เมื่อพิจารณาจากคดีพรากผู้เยาว์ 10 คดี จะพบมีเกมออนไลน์เข้ามาเกี่ยวข้องถึง 8 คดี หรือคิดเป็นร้อยละ 80 ขณะที่กลุ่มอายุ 15 ปีไม่เกิน 18 ปี ก็มีสัดส่วนใกล้เคียงกันที่ร้อยละ 70-80 ของคดีทั้งหมด

ผู้เสียหายมีได้ทั้งชายและหญิง แต่ปัจจุบันเป็นหญิงมากกว่า  ซึ่งต่างจากอดีตที่ปัญหาเกมมักจำกัดในกลุ่มเด็กชาย  พร้อมวิเคราะห์สาเหตุที่อาชญากรรมขยายตัวไปกับการพัฒนาเกม มาจากรูปแบบเกมขณะนี้เน้นสร้าง “สังคม”  หรือ Community ที่เด็กไม่ได้เล่นแค่กับเพื่อนในโรงเรียน แต่ต้องปะปนคนแปลกหน้าในโลกเสมือนที่ไม่สามารถระบุตัวตนหรืออายุที่แท้จริงได้ กลายเป็นพื้นที่ล่อแหลมต่อการถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือการล่อลวง

กลยุทธ์ ‘สายเปย์’ จุดเริ่มต้น First Impression

จากประสบการณ์ทำสำนวน พ.ต.ท.ปียรัช พบวิธีที่คนร้ายใช้ซ้ำ ๆ จนเป็นรูปแบบ (Pattern) คือการสร้างความไว้ใจผ่าน “การแจกของ” หรือ “เปย์ ไอเทม” ระดับสูงในเกม เนื่องจากเด็กยังไม่มีรายได้ การได้รับของขวัญ หรือ e-Money มาเติม

เงินจะสร้าง “ความประทับใจแรกพบ” ที่รุนแรง โดยรูปแบบหลักที่ใช้ คือ

สร้างบุญคุณผ่านไอเทม  สวมบทเป็นสายเปย์ หรือรุ่นพี่ใจดีที่คอยซับพอร์ต ช่วยเติมเงิน ซื้อของหรือพาลูกทีมเล่นจนเก่ง ทำให้เด็กยอมรับเข้ากลุ่ม ลดกำแพงป้องกันตัว

 -ดึงออกจากแพลตฟอร์มหลัก เพราะระบบแชตในเกมมักมีข้อจำกัด ส่งภาพ-วิดีโอไม่ได้อย่างอิสระ เกมจึงเป็นเพียงประตูบานแรก ก่อนชวนขยับสัมพันธ์ไปช่องทางโซเชียลมีเดียอื่นๆ เช่น Facebook, TikTok, Instagram หรือ Line เพื่อพูดคุยเชิงชู้สาวและนัดเจอ

-ช่องวางจากความประมาทของผู้ปกครอง พบบ่อยเมื่อผู้ปกครองมักวางใจให้ลูกนั่งเล่นเกมอยู่กับบ้านเพราะคิดว่าปลอดภัย โดยไม่รู้ว่าอาชญากรรมมาถึงตัวเด็กผ่านหน้าจอแล้ว

“ล่าสุดเราเจอเคสเด็ก 19 ปี ล่วงละเมิดเด็กหญิงวัย 12 ปี จากจุดเริ่มต้นความใจดีในเกม ช่วยพากันเล่นพากันซื้อของให้จนเด็กมองเป็นเพื่อนสนิทในเกม เมื่อถูกขอ Instagram จึงให้ไปโดยไม่ระแวง นำไปสู่การนัดเจอ สะท้อนชัดเจนว่าวุฒิภาวะเด็กยังไม่เพียงพอแยกแยะภัยเงียบที่มาในคราบของมิตรภาพออนไลน์ได้”

ทางตันของตำรวจ  กำแพง ‘เซิร์ฟเวอร์’ ต่างแดน ‘บัญชีอวตาร’

พ.ต.ท.ปียรัช ยอมรับตรงๆ ถึงเหตุที่ทุกคดีล่าช้า จากอุปสรรคสำคัญที่ตำรวจไม่สามารถหาหลักฐานได้เองทั้งหมด ต้องขอความร่วมมือหน่วยงานภายนอก  และกรณีเซิร์ฟเวอร์อยู่ต่างประเทศ ทำให้การหาพยานหลักฐานลำบาก การตอบกลับใช้เวลานาน  ซ้ำปัจจุบันมีการใช้ Bitcoin หรือ e-Money เข้ามาเกี่ยวข้อง

ขณะที่บุคลากรเชี่ยวชาญไอทีระดับลึกยังขาดแคลน กลายเป็นกำแพงสำคัญระหว่างเจ้าหน้าที่กับอาชญากร อีกปัญหาใหญ่คือ แพลตฟอร์มเหล่านี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐ หากคนร้ายใช้บัญชีอวตาร (Fake Account) หรือใช้คริปโตโยกย้ายเงิน การติดตามตัวแทบปิดประตูทันที

ทั้งนี้ ชี้ว่าช่องโหว่มาตรการคัดกรองอายุของบริษัทเกมส่วนใหญ่ว่า ยังไม่เพียงพอ เพราะตราบใดที่การสมัครเข้าเล่นเกมยังไม่เชื่อมโยงระบบยืนยันตัวตนที่เข้มงวด  เด็กก็สามารถ “กดข้าม” โกหกอายุได้โดยบริษัทเกมไม่มีการตรวจสอบย้อนหลัง

ดังนั้นสิ่งที่ควรดำเนินการให้มากขึ้นคือ

-จากคัดกรองที่เป็นเพียง “พิธีกรรม” แค่ให้ “ติ๊กถูก” ยืนยันอายุ ต้องเชื่อมโยงระบบยืนยันตัวตนที่เข้มงวด เช่น ใช้บัตรประชาชน หรือ ThaID ยืนยัน

-ความจำเป็นในการระบุตัวตน (KYC) ต้องทำให้การเข้าถึงเกมที่มีความเสี่ยง มีมาตรฐานเดียวกับสถานบันเทิง คือต้องระบุตัวตนที่ชัดเจนว่าผู้เล่นเป็นใคร อายุเท่าไหร่ เพื่อคัดกรองไม่ให้ผู้ใหญ่และเด็กที่มีช่วงอายุต่างกันมาก ๆ มาเจอกันในลักษณะที่เอื้อต่อการล่อลวง

พ.ต.ท.ปียรัช ระบุ  ปัจจุบันมีความเคลื่อนไหวกฎหมายผ่านการผลักดันร่างพ.ร.บ.เกม และมาตรการจากคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่พยายามขอความร่วมมือให้แพลตฟอร์ม และเกมออนไลน์ ที่ดำเนินการในไทย ต้องมีระบบยืนยันตัวตน

“หากอำนาจรัฐจริงจังในการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ให้บริการ  เหมือนที่ทำกับสถานบันเทิง  บริษัทเกมยักษ์ใหญ่ย่อมไม่อยากเสี่ยง และจะพัฒนาระบบคัดกรองให้ดีขึ้นเอง เพื่อรักษาฐานผู้เล่นที่มีคุณภาพ มีวุฒิภาวะ  ซึ่งจะช่วยลดโอกาสเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางเพศ หรือการล่อลวงอย่างเป็นรูปธรรมพ.ต.ท.ปียรัช  สะท้อนทางออกทิ้งท้าย.

ทีมข่าวอาชญากรรม  รายงาน