สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวถึงการเจรจารอบที่สามระหว่างคณะผู้แทนของรัฐบาลวอชิงตันกับอิหร่าน โดยมีโอมานเป็นคนกลาง ที่เมืองเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ว่า “ไม่ได้มีความสุขนักและไม่ปลื้ม” กับกลยุทธ์การเจรจาของรัฐบาลเตหะราน และย้ำว่า “อิหร่านจะมีอาวุธนิวเคลียร์ไม่ได้อย่างเด็ดขาด”
ขณะเดียวกัน ทรัมป์ย้ำว่า อิหร่าน “ต้องไม่มีการเสริมสมรรถนะ” แร่ยูเรเนียมอีกเด็ดขาด เนื่องจากเป็นสารที่สามารถนำไปสร้างระเบิดนิวเคลียร์ได้ แต่อิหร่านยืนกรานตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ว่าไม่ได้กำลังพัฒนาอาวุธดังกล่าว
PRESIDENT TRUMP on IRAN: We have a big decision to make that’s not easy. I’d rather do it the peaceful way, but I want to tell you that these are very dangerous and difficult people. pic.twitter.com/QeeNeq6EFQ
— Department of State (@StateDept) February 27, 2026
ทั้งนี้ ทรัมป์ไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่มเติม เกี่ยวกับการจะตัดสินใจใช้มาตรการทางทหารต่ออิหร่าน โดยย้ำว่า สหรัฐ “ต้องการแนวทางสันติ” แต่อิหร่าน “เป็นคนที่คุยด้วยยาก”
.@POTUS on Iran: It would be wonderful if they'd negotiate in good faith and good conscience, but they are not getting there. So far, they're not getting there. pic.twitter.com/CHK6rKWX1T
— Rapid Response 47 (@RapidResponse47) February 27, 2026
อย่างไรก็ตาม นายบาดร์ อัลบูไซดี รมว.การต่างประเทศโอมาน มีท่าทีเป็นบวกมากกว่า โดยกล่าวว่า “หากเป้าหมายสูงสุดของสหรัฐ” คือ “การสร้างความมั่นใจตลอดกาล” ให้กับตัวเอง ว่าอิหร่านต้องไม่มีระเบิดนิวเคลียร์ โดยส่วนตัวเขาคิดว่า การเจรจาที่เพิ่งผ่านพ้นไปสามารถ “แก้โจทย์นั้นได้แล้ว” แต่ประเมินว่า อาจต้องใช้เวลาอีก 3 เดือน เพื่อให้ได้ข้อตกลงฉบับสมบูรณ์
ด้านนายอับบาส อารักชี รมว.การต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า ความสำเร็จบนเส้นทางนี้ต้องอาศัย “ความจริงจังและการมอบสถานการณ์ตามความเป็นจริง” จากสหรัฐด้วย รวมถึงการหลีกเลี่ยงการคำนวณที่ผิดพลาดและข้อเรียกร้องที่เกินพอดี.
เครดิตภาพ : AFP



