เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่บริเวณชั้น 5 อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (ศูนย์อุบัติเหตุและฉุกเฉิน) โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เปิดตัว “ศูนย์หุ่นยนต์เพื่อการผ่าตัด Robotic Surgery Center” อย่างเป็นทางการ ชูจุดเด่นนวัตกรรมหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดที่แม่นยำสูง ลดภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวไวขึ้น นับเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญของวงการแพทย์ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยนายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์ฯ พร้อมกล่าวถึงนโยบายหลักว่า การจัดตั้งศูนย์แห่งนี้เป็นไปตามนโยบาย “Advance & Smart” ของกระทรวงสาธารณสุข ประจำปีงบประมาณ 2569 ที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพบริการด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่ทัดเทียมกับโรงเรียนแพทย์ชั้นนำ

นายแพทย์สมฤกษ์ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงข้อดีของหุ่นยนต์ผ่าตัดว่า “การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์มีข้อดีหลายด้าน โดยเฉพาะการผ่าตัดต่อมลูกหมากซึ่งหากใช้การผ่าตัดปกติมักมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการกระทบกระเทือนเส้นประสาทสูง แต่หุ่นยนต์จะช่วยให้การทำงานมีความแม่นยำและปลอดภัยมากขึ้น รวมถึงการผ่าตัดลำไส้ใหญ่หรืออวัยวะที่อยู่ลึกในช่องอกซึ่งมองเห็นได้ยาก การใช้หุ่นยนต์จะทำให้การเข้าถึงจุดเหล่านั้นทำได้สมบูรณ์กว่าเดิม ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้อย่างมีนัยสำคัญ”

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ยังระบุด้วยว่าศูนย์แห่งนี้ถือเป็นต้นแบบสำคัญของประเทศ “ต้องขอชื่นชมโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาที่เป็นแห่งแรกของกระทรวงสาธารณสุขในภาคอีสานที่นำร่องในเรื่องนี้ จากปัจจุบันที่เรามี 12 เขตสุขภาพทั่วประเทศ ผมเชื่อมั่นว่าในปีนี้และปีหน้าจะเห็นเขตสุขภาพอื่นๆ พัฒนาศูนย์ในลักษณะนี้ตามมาเป็นลำดับ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนทั่วภูมิภาค”
ด้านความพร้อมในการให้บริการ นายแพทย์วิทิต สฤษฎีชัยกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 9 เปิดเผยว่า ศูนย์ฯ ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2569 ปัจจุบันให้บริการผ่าตัดผู้ป่วยสำเร็จแล้ว 15 ราย แบ่งเป็นกลุ่มโรคระบบทางเดินปัสสาวะ 10 ราย และศัลยกรรมทั่วไป 5 ราย โดยเฉพาะในรายที่มีความซับซ้อน เช่น ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ มะเร็งตับอ่อน และผู้ป่วยที่มีค่าดัชนีมวลกายสูง ซึ่งเทคโนโลยี Robotic Surgery Innovation สามารถตอบโจทย์การรักษาได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้การเปิดศูนย์หุ่นยนต์เพื่อการผ่าตัดในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ประชาชนในเขตสุขภาพที่ 9 และพื้นที่ใกล้เคียงเข้าถึงการรักษาขั้นสูงได้โดยไม่ต้องเดินทางเข้าสู่ส่วนกลาง แต่ยังจะเป็นรากฐานสำคัญในการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะบุคลากรทางการแพทย์ไทยให้ก้าวสู่ความเป็นเลิศในระดับสากลอย่างยั่งยืน



