เมื่อวันที่ 1 มี.ค.69 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ดีตหัวหน้าโครงการวิจัยปกป้องผลประโยชน์ชาติตามแนวชายแดน อดีตผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก กรมกิจการพลเรือนทหารบก ศิษย์เก่าด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ (JCS – Pentagon) มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ สหรัฐอเมริกาโพสต์เฟซบุ๊ก มิสเตอร์ จิม เรื่อง ถอดบทเรียน สงครามอิสราเอล–อิหร่าน สู่สมรภูมิไทย–กัมพูชา “เด็ดขาดแบบมืออาชีพ” เนื้อหาระบุว่า

สวัสดีครับ วันนี้ผมมาขอแบ่งปันการ ถอดบทเรียน สงครามอิสราเอล–อิหร่าน สู่ สมรภูมิไทย–กัมพูชา “เด็ดขาดแบบมืออาชีพ”
สงครามระหว่าง IL อิสราเอล กับ IR อิหร่าน ไม่ได้สอนแค่เรื่องขีปนาวุธ แต่มันสอนเรื่อง “การคุมเกม” ผมนึกย้อนกลับไปปี 2557 ตอนเรียนร่วมกับคณะนายทหารจากคณะหัวหน้าเสนาธิการทหารร่วม (Joint Chiefs of Staff – JCS) เพนตากอน จบมาได้ปริญญาโทด้านนโยบายและยุทธศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี ตอนนั้นเราไม่ได้เรียนว่า ใครยิงก่อนจะชนะ แต่เราเรียนว่า ประเทศที่คุมระดับความรุนแรงได้จะชนะในระยะยาวครับ เรามาเริ่มกันแต่ละบทเรียนที่ผมเลือกมาบางส่วนก่อนครับ
บทเรียนที่ 1: Deterrence ไม่ใช่เสียงดัง แต่คือ “ความแม่น + ความ “นิ่งแต่ไม่เงียบ”” อิสราเอลไม่ตอบโต้ทุกครั้ง แต่เมื่อจำเป็น เขาตอบโต้แบบจำกัดขอบเขต ชัดเจนเฉพาะเป้าหมายไม่ปล่อยให้ลุกลาม ตอนนั้น ผมมีโอกาสเห็นโครงการ ไอรอน โดม (Iron Dome) สกัดจรวด/กระสุนระยะสั้น ระบบจะคำนวณวิถีก่อนว่า “จะตกในพื้นที่ชุมชนหรือไม่” ถ้าไม่คุกคาม ก็จะไม่ยิง ถ้าคุกคาม ก็จะยิงสกัด นี่คือการบริหารต้นทุนอย่างแม่นยำ นี่เรียกว่า Calibrated Response คือ การตอบโต้เฉพาะจุดเฉพาะภัยคุกคาม ในระดับที่ควบคุมได้และหยุดเมื่อบรรลุเป้าหมาย
สำหรับไทย–กัมพูชา ความเด็ดขาดแบบมืออาชีพ คือ: • ไม่ปล่อยให้ถูกยั่วยุแล้วหลุดอารมณ์ • ไม่ตอบโต้เกินความจำเป็น • แต่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ว่า “ต้นทุนการยั่วยุสูงขึ้นทันทีที่รุกล้ำเข้ามาคุกคามไทย” มาต่อกันที่บทถัดไปครับ
บทเรียนที่ 2: ชนะด้วยข้อมูลก่อนกระสุน ในสงครามอิสราเอล–อิหร่าน สิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่ “ระบบยิง” ครับ แต่คือ ระบบเฝ้าระวังและรับรู้สถานการณ์ ได้แก่ โดรนลาดตระเวนทางอากาศ, กล้องตรวจจับความร้อน (อินฟราเรด), เซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวและสัญญาณต่าง ๆ และระบบหลอมรวมข่าวกรองและข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพราะการมองเห็นก่อนเท่ากับควบคุมเกมก่อน
สำหรับไทย ผมเสนอให้ เพิ่มระบบเฝ้าระวังชายแดน ทั้ง UAV ลาดตระเวนต่อเนื่อง, กล้อง thermal ครอบคลุมจุดเสี่ยง, sensor ตรวจจับการเคลื่อนไหว รวมถึงระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบ real-time และปรับปรุงเร่งด่วนศูนย์ข้อมูล (Data Center) เพื่อปฏิบัติการทางทหารและการสื่อสาร ผลคือ: ลด “ความเข้าใจผิดระดับหน่วยหน้า” ลดโอกาสปะทะจากอุบัติเหตุ นี่คือความเด็ดขาดเชิงระบบ ไม่ใช่ความเด็ดขาดเชิงอารมณ์ มาถึงตรงนี้ มาถึงบทเรียนที่สำคัญสุดเลยครับ
บทเรียนที่ 3: กฎการใช้กำลัง (ROE) ต้องชัดและเฉียบ อิสราเอลใช้ ROE ที่แยกชัดระหว่างภัยคุกคามจริง, การยั่วยุ และเป้าหมายทหารออกจากพลเรือน สำหรับไทย–กัมพูชา: ปรับ ROE ให้ตอบโต้ “เฉพาะภัยคุกคาม” ยิงตอบโต้เฉพาะ hostile act, ไม่ขยายแนวรบ, ไม่ใช้กำลังเกินสัดส่วน และรายงานและควบคุม escalation ทุกระดับ ความชัดของ ROE คือ ความน่าเชื่อถือในเวทีโลก และสุดท้ายคือ จุดตัด ที่ไทยจะชนะโดยไม่ต้องรบ
บทเรียนที่ 4: ทำให้ต้นทุนการยั่วยุสูง โดยไม่ลุกลาม นี่คือหัวใจของมืออาชีพ ครับ ไม่ต้องรบใหญ่แต่ทำให้ทุกการยั่วยุ ของกัมพูชา “ไม่คุ้ม” วิธีคือ เสริมความแม่นของ surveillance, ตอบโต้จำกัดขอบเขต, เปิดหลักฐานเร็ว และสื่อสารแบบความเป็นจริงจากแหล่งเดียว (Single Source of Truth) ผลคือ ฝ่ายตรงข้ามรู้ว่า ยิงแล้วไม่ได้ กรอบการปั้นเรื่อง narrative จะได้ก็มีแต่ต้นทุนที่ไม่คุ้ม
สิ่งที่ไทยน่าจะทำตอนนี้ 1.คุมวินัยหน่วยหน้าให้แน่น 2.ทำ ROE ให้ชัดทุกระดับ 3.ทำ deconfliction ให้ยังทำงาน 4.เสริม surveillance จน “ไม่มีจุดมืด” 5.สื่อสารด้วยข้อมูล ไม่ใช่อารมณ์
เด็ดขาดแบบมืออาชีพ คืออะไร? ไม่ใช่ยิงก่อน ไม่ใช่โกรธก่อน แต่คือ พร้อมตอบโต้ทันทีแต่ไม่ขยายเกินจำเป็นและคุมเกมยาวได้
สำหรับคนไทยที่รักชาติ ความรักชาติที่แท้จริง ไม่ใช่เรียกร้องให้ยิงหนักที่สุด แต่คือทำให้ศัตรูรู้ว่า เขาไม่สามารถลากเราเข้าสู่เกมที่เขาออกแบบได้ ชัยชนะที่แท้จริง คือทำให้การยั่วยุ “ไม่คุ้มค่า” นี่คือความเด็ดขาดแบบมืออาชีพ ที่ผมได้เรียนรู้จากการฝึกระดับ JCS
“เด็ดขาดแบบมืออาชีพ” คือ คุมอารมณ์ คุมระดับการตอบโต้ คุมเรื่องเล่าในเวทีโลก และทำให้อีกฝ่ายรู้ว่า ทุกการยั่วยุ มีราคาที่ต้องจ่าย นี่ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือความมั่นใจที่ควบคุมได้ และนี่คือกรอบคิดที่ไทยน่าจะนำไปใช้กับสถานการณ์ชายแดนวันนี้



