เมื่อวันที่ 2 มี.ค. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวถึง การลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ในสมัยที่ 2 ว่า ยังไม่รีบตัดสินใจ แต่คิดไว้หากลงต่อจะมีนโยบายใดบ้างที่เป็นเรื่องสำคัญ ตกผลึกแล้วจะมีคำตอบให้ประชาชน รวมถึงได้มีการพูดคุยกับคณะทำงานไว้บ้างว่าการจะเป็นผู้ว่าฯ กทม. สมัยหน้า มีอะไรที่น่าสนใจบ้างที่ต้องคิดพัฒนา ขณะนี้ขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุดก่อน ยังไม่ถึงเวลาที่จะบอกว่าลงหรือไม่ลง เพราะอาจจะทำให้เกิดความไขว้เขวว่างานที่ทำ เพื่อหาเสียงหรือเปล่า

ดังนั้น ขอโฟกัสงานที่ทำในปัจจุบัน พร้อมย้ำยังไม่ต้องรีบ เพราะหากพูดแล้วจะกลับคำไม่ได้ เพราะคำพูดคือนายเรา อยากแน่ใจก่อนพูดออกไป เพราะเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ติดตัวด้วย ถ้าบอกไม่ลงแล้วมาลงก็เหมือนกลับไปกลับมา

อย่างไรก็ตาม คิดนโยบายแล้วคุยกับทีมงานแล้วว่าใครมีอะไรอยากทำต่อหรือไม่ มีใครบ้างจะร่วมงานกัน อยากเห็นอะไรในอนาคต  และถ้าลงก็ต้องเตรียมตัวเพราะเป็นงานใหญ่ จะมีทั้งสานต่อนโยบายเดิมและเพิ่มนโยบายใหม่ เพราะอีก 4 ปีข้างหน้าสำคัญมาก โลกเปลี่ยนแปลงเยอะ ถ้าไม่ทันโลกกรุงเทพฯ จะเสียโอกาส จึงต้องมั่นใจว่าเราจะเสนอสิ่งที่ดี

“ผมคิดว่าวันที่หมดวาระวันสุดท้ายจะเป็นวันที่ตัดสินใจ เพราะถ้าพูดไปก่อนก็ไม่ได้ทำให้ประชาชนตัดสินใจได้ทันที และประชาชนก็ต้องดูข้อมูลจากผู้สมัครทุกคน และรอดูนโยบายไปถึงวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ถ้าลงสมัครก็ไม่ลงในนามพรรคการเมืองอยู่แล้ว จะลงแบบผู้สมัครอิสระ”

สำหรับกรณีที่ ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล ว่าที่ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. วิพากษ์วิจารณ์พาดพิงการทำงานในช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่งนั้น นายชัชชาติ เผยว่า ตนเคารพทุกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ในระบอบประชาธิปไตย มีทั้งคนชอบและไม่ชอบ เชื่อว่าไม่สามารถไปเปลี่ยนใจใครได้ คงไม่ชี้แจงอะไร เพราะคิดว่าประชาชนตัดสินใจได้

เมื่อถามว่าการเมืองใหญ่มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจลงสมัครต่อหรือไม่ นายชัชชาติ ระบุ การเมืองใหญ่ไม่มีส่วนต่อการตัดสินใจ เพราะทำงานได้กับทุกคน อยู่จุดนี้ต้องเจียมเนื้อเจียมตัว เพราะเป็นเพียงหน่วยงานท้องถิ่นหน่วยงานหนึ่ง ไม่สามารถไปเลือกคนที่มากำกับดูแลได้ หากมีนโยบายที่ดีพอ เชื่อว่าทุกคนก็พร้อมร่วมมือ ส่วนโจทย์ที่ต้องนำมาคิดอีกเรื่องคือ สมาชิกสภา กทม. ว่าอนาคตจะสนับสนุนใครหรือไม่ ที่ผ่านมามีคนที่ทำงานด้วยแล้วความสบายใจหรือไม่.