ความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ในการเชื่อมโยงอุดมการณ์ทางการเมืองของตัวเอง ให้เข้ากับนายธีโอดอร์ รูสเวลต์ อดีตประธานาธิบดีคนที่ 26 ของประเทศ สะท้อนให้เห็น ผ่านการที่ผู้นำทั้งสองต่างมีจุดเริ่มต้นจากชนชั้นนำในนครนิวยอร์ก ซึ่งก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยการท้าทายอิทธิพลของกลุ่มสถาบันการเมืองแบบดั้งเดิม เพื่อสร้างแนวร่วมกับกลุ่มชนชั้นแรงงานอย่างเหนียวแน่น


รัฐบาลทรัมป์มักหยิบยกมรดกทางนโยบายและเอกลักษณ์เฉพาะตัวของรูสเวลต์ มาเป็นสัญลักษณ์นำทาง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่แนวคิดชาตินิยมและวิสัยทัศน์ที่เน้นพละกำลังและการตัดสินใจเชิงรุก


แกนกลางที่ทรัมป์พึงพอใจในแนวทางของรูสเวลต์คือ “ลัทธิชาตินิยมทางเศรษฐกิจ” โดยเฉพาะระบบพิกัดอัตราภาษีศุลกากรระดับสูง เพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมและแรงงานชาวอเมริกันจากการแข่งขันภายนอก ซึ่งเป็นมรดกจาก “ระบบอเมริกัน” ในประวัติศาสตร์


ทั้งนี้ รูสเวลต์ตระหนักดีว่าความมั่งคั่งภายในประเทศจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อมีรัฐส่วนกลางคอยปกป้องระบบตลาดและต่อสู้กับกลุ่มทุนผูกขาดเพื่อสร้างความสมดุล ขณะที่ทรัมป์ยังสะท้อนความปรารถนาในการขยายอิทธิพลเชิงยุทธศาสตร์ที่คล้ายคลึงกับรูสเวลต์ ผ่านการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ต่อคลองปานามาและความต้องการเข้าครอบครองกรีนแลนด์ ที่เป็นเขตปกครองตนเองขิงเดนมาร์ก ซึ่งเป็นแนวคิดเชิงดินแดนในอดีต


ทรัมป์ให้ความสนใจต่อรูปแบบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารในยุครูสเวลต์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหลักการที่ว่าประธานาธิบดีสามารถกระทำการใดก็ได้ ตราบเท่าที่ไม่มีข้อห้ามบัญญัติไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญ เพื่อผลักดันผลประโยชน์ของชาติอย่างรวดเร็ว การใช้ทำเนียบขาวเป็น “แท่นปราศรัยอันทรงพลัง” ในการกำหนดวาระทางสังคมและการชี้นำสื่อมวลชนโดยตรง ถือเป็นอีกหนึ่งลักษณะร่วมสำคัญ

ประธานาธิบดีธีโอดอร์ รูสเวลต์


ยิ่งไปกว่านั้น ทรัมป์และทีมงานยังเคยหยิบยกสุนทรพจน์ “บุรุษในสังเวียน” ( Man in the Arena ) ของรูสเวลต์เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ทรัมป์เป็นผู้นำที่แกร่งกล้าและกล้าเผชิญหน้ากับคำวิพากษ์วิจารณ์ในเวทีสาธารณะ ซึ่งเชื่อมโยงกับความหลงใหลส่วนตัวของทรัมป์ในเรื่องพละกำลังและอัตลักษณ์ความเป็นชายชาตรี


แม้ว่าในทางปฏิบัติ นโยบายสิ่งแวดล้อมและการจัดสรรที่ดินสาธารณะของทรัมป์จะถูกโจมตีอย่างหนัก ว่าขัดกับมรดกการอนุรักษ์พื้นที่ป่ากว่า 230 ล้านเอเคอร์ของรูสเวลต์ ทว่าทรัมป์พยายามอ้างสิทธิ์เชิงสัญลักษณ์ด้วยการสถาปนาตนเองเป็น “นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมผู้ยิ่งใหญ่” นับตั้งแต่ยุครูสเวลต์ โดยได้ผลักดันกฎหมาย Great American Outdoors Act และตั้งคณะกรรมาธิการ “ทำให้อเมริกาสวยงามอีกครั้ง” หรือ มาบา ( Make America Beautiful Again- MABA ) เพื่อสืบสานนโยบายสายอนุรักษนิยมที่เน้นการสันทนาการและการเข้าถึงธรรมชาติของมหาชนตามแนวทางของรูสเวลต์


การที่ทรัมป์นิยมและนำนโยบายเชิงสัญลักษณ์ของรูสเวลต์ มาประยุกต์ใช้นั้น สะท้อนถึงยุทธศาสตร์การเมืองประชานิยมและชาตินิยมเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึก การหยิบยกแนวทางประวัติศาสตร์ของรูสเวลต์ช่วยให้ทรัมป์ ซึ่งเป็นผู้นำสหรัฐคนปัจจุบัน สามารถสร้างความชอบธรรมให้แก่แนวคิด “อเมริกาต้องมาก่อน” ผ่านการใช้อำนาจบริหารที่เด็ดขาด การสถาปนากำแพงป้องกันเศรษฐกิจในประเทศ และการนำเสนอภาพลักษณ์ผู้นำที่พร้อมหยัดยืนในสังเวียนการปะทะเพื่อรักษาอำนาจอธิปไตยของชาติ.


ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS, GETTY IMAGES