วันนี้ (25 มิ.ย.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเหตุระทึกขวัญบนเที่ยวบินของสายการบินแอร์แคนาดา เมื่อจู่ๆ กัปตันของเครื่องก็เกิดอาการคล้ายการชักอย่างรุนแรงระหว่างขับ ส่งผลให้เครื่องบินเสียการทรงตัวกลางอากาศ หลังจากนั้น ทั้งผู้โดยสารและพนักงานต้อนรับต้องช่วยกันตรึงร่างกัปตันไว้นานกว่า 40 นาที ก่อนที่ผู้ช่วยนักบินจะสลับตำแหน่งเพื่อเข้าควบคุมการบินและนำเครื่องบินลงจอดฉุกเฉินได้อย่างปลอดภัย

เที่ยวบินที่ AC7664 ซึ่งดำเนินการโดยสายการบินพันธมิตร พาล แอร์ไลน์ส อยู่ระหว่างการเดินทางจากเมืองนวร์ก รัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา มุ่งหน้าสู่เมืองฮาลิแฟกซ์ รัฐโนวาสโกเชีย ประเทศแคนาดา พร้อมผู้โดยสาร 61 คน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา แต่ระหว่างทาง เครื่องบินรุ่น เดอ ฮาวิลแลนด์ คิว400 เกิดอาการเอียงและส่ายไปมาอย่างกะทันหัน 

รอดนีย์ แมคโดนัลด์ ผู้โดยสารรายหนึ่งบนเครื่องเปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุเครื่องบินเสียการทรงตัว พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินคนหนึ่งได้วิ่งเข้าไปในห้องนักบินด้วยความตื่นตระหนก ก่อนจะช่วยกันลากร่างของกัปตันที่ไม่ได้สติ มีอาการชักและควบคุมร่างกายตัวเองไม่ได้ออกมายังบริเวณทางเดิน โดยมีพยาบาลวิชาชีพที่บังเอิญอยู่บนเที่ยวบินนั้นเข้าช่วยเหลือ

จากนั้น แมคโดนัลด์และผู้โดยสารชายอีก 4 คนช่วยกันใช้เข็มขัดนิรภัยหลายเส้นมารัดขา แขน และช่วงอกของกัปตันเอาไว้ตลอด 40 นาทีอันตึงเครียด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายเพิ่มขึ้น

“[พวกเรา] พยายามช่วยกันควบคุมตัวเขาเอาไว้ มันเป็นช่วงเวลา 40 นาทีที่เหน็ดเหนื่อยและต้องใช้แรงกันอย่างมากในการกดร่างของเขาให้นิ่งอยู่กับที่ และพวกเราต้องใช้เข็มขัดนิรภัยหลายเส้นเท่าที่จะหาได้มารัดขา แขน และหน้าอกของเขาเอาไว้” แมคโดนัลด์กล่าว

ในระหว่างที่สถานการณ์ด้านนอกห้องนักบินเต็มไปด้วยความโกลาหลและน่าหวาดเสียว ผู้ช่วยนักบินได้เข้าควบคุมเครื่องบินแทนโดยทันที และตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางเพื่อนำเครื่องบินลงจอดฉุกเฉินที่ท่าอากาศยานในเมืองบอสตันได้อย่างปลอดภัย โดยมีทีมแพทย์ฉุกเฉินรอรับตัวกัปตันส่งโรงพยาบาลทันทีที่ลงจอด

หลังจากเหตุการณ์สุดระทึกจบลง ผู้โดยสารต่างชื่นชมการทำงานอย่างมีสติของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ควบคุมสถานการณ์ได้อย่างดีเยี่ยม ขณะที่ทางสายการบินแอร์แคนาดาได้ออกมาแถลงการณ์ยืนยันเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมระบุว่ากำลังเร่งจัดหาเที่ยวบินทางเลือกอื่นเพื่อส่งผู้โดยสารทั้งหมดไปยังจุดหมายปลายทางต่อไป

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

ที่มา : abcnews.com

เครดิตภาพ : REUTERS