เติมเต็มการรับรองสส.ให้ครบ ร้อยละ 95 หรือ 475 คน จาก500คน  ใช้สูตรรับรองไปก่อนแล้วค่อยไปยื่นให้ศาลสอยภายหลัง หากพบหลักฐานทุจริต เมินกระแสสังคมที่ ในเรื่องความโปร่งใส การเลือกตั้งหลายพื้นที่  แม้มีผู้ไปยื่นเรื่องให้วินิจฉัยในประเด็น “บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง” ที่ถูกมองว่าทำให้การกาบัตรไม่เป็นความลับขัดรัฐธรรมนูญ

อาทิ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร้องศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เอาผิด กกต.ในมาตรา 157 พร้อมโพสต์เอกสาร “ความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560” ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร  หน้าที่ 140 ถึง 141อธิบายคำว่า “การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ” มีความหมายว่า การลงคะแนนของผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน จะต้องกระทำในลักษณะที่ “บุคคลอื่นไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้” ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงได้ลงคะแนนเสียงอย่างไรหรือออกเสียงลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใด ดังนั้น คำว่า “บุคคลอื่น” ย่อมหมายถึง บุคคลใดๆ ซึ่งมิใช่ผู้ออกเสียงลงคะแนนทั้งสิ้น ดังนั้น กกต.เองย่อมเป็นบุคคลอื่น ตามนัยแห่งเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เช่นกัน  

ส่วนคำว่า “ไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้” ย่อมหมายถึง ความลับของการลงคะแนนเสียงนั้นจะต้องดำรงอยู่ทั้งขณะที่กำลังออกเสียงลงคะแนนและคงอยู่ภายหลังจากนั้น “ตลอดไป” และจะต้องไม่มีวิธีการใดที่จะ “ตรวจสอบได้” เช่นนี้ การที่ปรากฏรหัสแท่ง (Barcode) ในบัตรลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงว่า สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ลงคะแนนเสียงคนใดได้ลงคะแนนเสียงว่าอย่างไร จึงมิใช่การลงคะแนนเสียงโดยลับตามนัยและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี2560  

ขณะที่“กกต.”ลุยไฟร่วมกระชับกระบวนการเร่งตั้งรัฐบาล เปิดเกมเร็วร่นขั้นตอนทางกฎหมายในสภาผู้แทนราษฎร  โหวต “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 โดยมีการวางไทม์ไลน์เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดแรกไม่เกินกลางเดือนมี.ค.นี้ เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร  สัปดาห์ต่อไปก็จะเข้าสู่โหมดโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และจัดโผ คณะรัฐมนตรี  “อนุทิน 2 “ ให้ลงล็อก ก่อนจะจบด้วยการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภาเริ่มนับ 1 ในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างเป็นทางการอย่างเร็วที่สุด เดือนเม.ย.ให้ทันฉลองปีใหม่ไทย

โจทย์แรกของ “นายกฯหนู” นอกจากจะต้องตั้ง “ครม.” ให้ดูดี ไม่เป็น “ครม.เต้าหู้ยี้” เข้าทำนอง “เหล้าเก่าในขวดใหม่”  มีแต่คนตระกูลเดิมๆ แค่เปลี่ยน “หน้าใหม่”เข้ามานั่งรัฐมนตรี   ตามข้อจำกัดของ “บ้านใหญ่” ก็คงเอาตัวรอดได้สบายๆ ในเวทีสภา ด้วยเสียงพรรคร่วมรัฐบาลเกือบ 300 เสียง

แต่โจทย์หินจริงๆในการบริหารราชการแผ่นดิน หลังจากนี้ที่เต็มไปด้วยด่านวิบากมากมาย ทั้งจากสถานการณ์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ และปมปากท้องประชาชน ล่าสุดสถานการณ์ความตึงเครียด การสู้รบดินแดนอาหรับ ยกระดับทวีความรุนแรง สหรัฐ-อิหร่าน ยังโจมตีกันไม่หยุด บททดสอบแรกคือ โจทย์ใหญ่วิกฤติพลังงานรอให้แก้ไข แนวโน้มราคาน้ำมันพุ่งทะลุเพดาน หากความขัดแย้งลุกลาม จนช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด กระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบกว่า ร้อยละ 60 ที่ไทยนำเข้าจากตะวันออกกลาง

“รัฐบาลภูมิใจไทย” แบกรับโจทย์หิน รับมือราคาน้ำมันโลกผันผวน ที่พร้อมฟาดงวงฟาดงา เกิด “โดมิโนเอฟเฟกต์” ทำค่าครองชีพต่างๆพุ่งทั่วโลก การวางแผนอพยพคนไทยต่างแดนที่อยู่ในสมรภูมิสู้รบ ฯลฯ

เป็นโจทย์ใหญ่ที่ รัฐบาลชุดใหม่ จะต้องเตรียมการรับมือให้ดี เพราะกระทบต่อ “กระเป๋าตังค์ -ปากท้อง”คนไทยแน่นอน.