เมื่อวันที่ 5 มี.ค.69 ที่ห้องประชุม 1 คณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ บ้านอัมพวัน “บิ๊กเอ” ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการโอลิมปิคฯ โดยมีคณะกรรมการบริหารฯ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

สรุปวาระสำคัญ ดังนี้ ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ แจ้งว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงรับเป็นองค์ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ ซึ่งวันนี้พระองค์ท่านได้ส่ง พลตรีหญิง รัตน์ใจ ยืนยาว นักวิทยาศาสตร์การกีฬาประจำพระองค์ เป็นผู้แทนพระองค์ มาประชุมแทน พร้อมได้นำกระแสรับสั่งมาถึงคณะกรรมการโอลิมปิคฯ ทรงส่งกำลังใจให้คณะกรรมการทุกท่านในการทำงานด้านกีฬา และอยากให้ทำงานในรูปแบบสากลมากขึ้นมีการพัฒนาทั้งระบบ และคณะกรรมการบริหารสมาคมกีฬา เข้าไปมีส่วนร่วมในระดับนานาชาติมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการพัฒนาวงการกีฬาของชาติ โดยเฉพาะกีฬาที่ในอดีตเคยสร้างผลงานในระดับนานาชาติ ก็อยากให้กลับมามีผลงานอีก เหมือนเช่น ว่ายน้ำ ที่กลับมาสร้างผลงานได้ดีในซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ทั้งนี้ คณะกรรมการโอลิมปิคฯ จะนำไปปรับปรุงแก้ไขต่อไป

“ส่วนเรื่องที่ประเทศไทย จะเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเยาวชน หรือ ยูธโอลิมปิกเกมส์ ฤดูร้อน ครั้งที่ 5 ในปี 2030 นั้น ที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยถึงความเป็นไปได้ที่เราจะได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพ ซึ่งจะนำคณะทำงานเข้าพบกับนายกรัฐมนตรี (อนุทิน ชาญวีรกูล) ในวันที่ 11 มี.ค.นี้ ว่าทางรัฐบาลมีความประสงค์ที่จะให้ประเทศไทย รับเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันหรือไม่ เนื่องจากต้องใช้งบประมาณมากพอสมควร ประมาณ 6,000-7,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบผูกพันยาวไปถึงปีที่จะจัดการแข่งขัน อันนี้ต้องแล้วแต่รัฐบาลว่าจะรับหรือไม่”

“บิ๊กเอ” เผยต่อว่า ในการประชุมมีการพูดคุยเรื่องความเดือดร้อนของสมาคมกีฬาต่าง ๆ ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติลดลง จนไม่สามารถดำเนินกิจการต่างของสมาคมได้ โดยปกติแล้ว เงินที่ฝ่ายพัฒนากีฬาเป็นเลิศ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ได้รับในแต่ละปี จะอยู่ที่ราว 2,000 กว่าล้านบาท แต่ปีนี้ถูกตัดเหลือเพียงแค่ 1,000 กว่าล้านบาท แต่ละสมาคมจึงมีปัญหามาก แม้จะพยายามเรียกร้องขอให้พิจารณาการจัดสรรงบใหม่ แต่ก็ได้เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ทำให้สมาคมกีฬาต่าง ๆ เตรียมรวมตัวกันทำหนังสือยื่นไปถึงกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อให้เข้ามาช่วยดูและจัดสรรงบจากกองทุนฯ ใหม่ อีกครั้ง

“หลายสมาคมเดือดร้อนมาก เพราะทางกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ได้จัดสรรงบให้ไม่พอ ซึ่งปัญหาคือทุกวันนี้ กองทุนกีฬา ไม่ใช่ กกท. โครงสร้างกองทุนกีฬา ได้บิดเบี้ยวไปพอสมควร คือ กองทุนกีฬา ตัดสินใจจัดงบประมาณให้ กกท. เป็นจำนวนเท่าไหร่ ในงานอะไร ทำให้เกิดปัญหามากมาย” บิ๊กเอ กล่าว

“ที่เราพูดถึงก็คือฝ่ายกีฬาเป็นเลิศ ซึ่งคุยกับทางรองปรีชา ลาลุน (รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศ) ได้เรื่องว่าแต่เดิมต้องใช้งบประมาณ 2,000 กว่าล้านบาท เพื่อให้ทุกสมาคม ไม่ว่าจะเป็นการจัดแข่ง ส่งแข่ง เก็บคะแบบ เงินรางวัล เก็บตัว จัดชิงแชมป์ประเทศไทย เหล่านี้ เป็นเงิน 2,000 กว่าล้าน จาก 4,000 กว่าล้าน ที่กองทุนมีในแต่ละปี แต่ปรากฏว่ากองทุนก็จัดสรรให้แค่ 1,000 กว่าล้าน ซึ่งมันไม่พอ ทำให้ทำงานไม่ได้ เมื่อ 1-2 สัปดาห์ที่แล้ว ผมรับทราบมาว่าการจัดชิงแชมป์ประเทศไทย ซึ่งทุกสมาคม ต้องจัดเพื่อหานักกีฬาทีมชาติ ปรากฏว่ามีงบอยู่ 10 กว่าล้านบาท สำหรับ 90 สมาคม”

“แน่นอนว่าเราต้องทักท้วงไปที่กองทุนกีฬา ซึ่งเรามี “เสธ.ยอด” พล.ต.อินทรัตน์ ยอดบางเตย (นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมยกน้ำหนักฯ) เป็นตัวแทนของคณะกรรมการโอลิมปิคฯ อยู่ในกองทุนกีฬา เขาก็พยายามไปแก้ไข ลดตรงโน้น เพิ่มตรงนี้ แต่ทั้งหมดทั้งปวงสุดท้ายเรื่องยังไม่จบ แม้ได้เพิ่มขึ้นมา แต่ก็ยังไม่ถึงจำนวนที่ควรจะได้ ที่จะทำงานได้ หลายสมาคมจึงรวมตัวกันแล้วดำเนินการเซ็นจดหมายในนามสมาคม เพราะเขาเดือดร้อน มาลงชื่อเกือบครบ 90 สมาคม เพื่อส่งไปถึงกระทรวงว่าพวกเขาเดือดร้อน หวังว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง”

“กิจกรรมหลายอย่างจากมุมมองของเราไม่น่าจะสำคัญเท่ากับกีฬาเป็นเลิศ ที่ไปสร้างชื่อเสียง ทำเหรียญทองในระดับนานาชาติ ส่วนกิจกรรมที่เป็นนโยบายภาครัฐก็อยากจะฝากให้กองทุน พิจารณายับยั้งไว้ แล้วเอาเงินมาใส่ตรงนี้แทน เพื่อเอาเงินไปสนับสนุนนนักกีฬาก็ต้องรอดูต่อไป ปี 2568 ก็ลำบากแล้วจากซีเกมส์ มาปี 2569 ปัญหาก็ยังคาราคาซังไม่ได้รับการแก้ไขอีก” ประธานโอลิมปิคไทย ย้ำทิ้งท้าย