พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการ กสทช. เปิดเผยว่า  สำนักงาน กสทช. ได้จัดประชุมรับฟังความเห็นเฉพาะกลุ่ม (โฟกัสกรุ๊ป ) ต่อแนวทางการปรับปรุงแผนความถี่วิทยุกิจการกระจายเสียงระบบ เอฟเอ็ม และระบบ เอเอ็ม ในระดับภูมิภาค โดยมีสถานีวิทยุหลักในระดับภูมิภาคทั้งประเภทสาธารณะและธุรกิจ จำนวนกว่า 200 สถานี มาร่วมรับฟังการชี้แจงและเสนอข้อคิดเห็น เนื่องจากในวันที่ 3 เม.ย. 70 จะสิ้นสุดการอนุญาตประกอบกิจการในระบบ เอฟเอ็ม จำนวน 237 สถานี และระบบ เอเอ็ม จำนวน 145 สถานี ซึ่งเป็นสถานีวิทยุกระจายเสียงหลัก ประเภทสาธารณะที่เป็นของงานราชการ และวันที่ 3 เม.ย. 72 จะสิ้นสุดการอนุญาตประกอบกิจการในระบบ เอฟเอ็ม จำนวน 68 สถานี ซึ่งเป็นวิทยุกระจายเสียงหลัก ประเภทธุรกิจที่เป็นของเอกชนและรัฐวิสาหกิจ โดยที่สถานีดังกล่าว ต้องทราบแนวทางในการประกอบกิจการต่อไป ภายใน 180 วันก่อนสิ้นสุดการอนุญาต 

“ภายใน ก.ย.ปีนี้ กสทช. จะต้องออกประกาศหลักเกณฑ์ในการอนุญาตใช้คลื่นความถี่ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะ ‘เสียงดับ’ ซึ่งตามขั้นตอนมาตรฐานสากล ในการบริหารคลื่นความถี่นั้น ก่อนที่จะจัดสรรและอนุญาตใช้คลื่นความถี่นั้น จำเป็นต้องจัดทำแผนความถี่วิทยุก่อน ดังนั้น สำนักงาน กสทช. จึงได้เสนอขอจัดทำโดยปรับปรุงแผนความถี่วิทยุ เอฟเอ็ม ระดับภูมิภาคตามภาคผนวก ก เดิมที่เป็นแบบมีการกำหนดคลื่นความถี่ พิกัดที่ตั้งและคุณสมบัติทางเทคนิค เช่น กำลังส่งออกอากาศ ความสูงสายอากาศ  ในแต่ละคลื่นความถี่ มาเป็นแบบกำหนดคลื่นความถี่ พื้นที่ให้บริการ คุณสมบัติทางเทคนิคที่เหมือนกันในทุกคลื่นความถี่ โดยมีเหตุผลในการปรับปรุงนอกจากเป็นไปตามมาตรฐานสากลแล้ว ยังเป็นแบบเดียวกับแผนความถี่วิทยุ เอฟเอ็ม ระดับท้องถิ่นตามภาคผนวก ข ที่ได้จัดทำที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้เกิดความยืดหยุ่นจากการไม่กำหนดพิกัดที่ตั้งตายตัว ส่งผลให้สามารถพิจารณาคลื่นความถี่ที่มีช่องว่างเพิ่มเติมได้”

พล.อ.ท.ธนพันธุ์ กล่าวต่อว่า ในการประชุม ได้สอบถามถึงความจำเป็นและความต้องการในการใช้คลื่นความถี่วิทยุ เอฟเอ็ม และ เอเอ็ม ของผู้ที่ได้รับอนุญาตเดิม แม้ว่าการจัดทำแผนความถี่วิทยุและการพิจารณาอนุญาตในครั้งใหม่นี้ กสทช. ไม่ต้องดำเนินการตามบทเฉพาะกาล ตามมาตรา 82 ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ที่ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ แจ้งรายละเอียดการใช้ประโยชน์คลื่นความถี่ รวมทั้งเหตุแห่งความจำเป็นในการถือครองคลื่นความถี่ต่อ กสทช. ก็ตาม แต่เพื่อที่ กสทช. จะได้ทราบข้อมูลด้านอุปสงค์ หรือ ความต้องการที่ชัดเจน โดยเฉพาะจากรายเดิม มาประกอบการพิจารณาในการเสนออุปทาน หรือ รองรับทั้งรายเดิมและรายใหม่ เพื่อให้การจัดสรรคลื่นความถี่อันเป็นสมบัติของชาติที่มีจำกัด เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน ก่อนที่จะนำเสนอ กสทช. ให้ความเห็นชอบเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป