เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม” ผู้อำนวยการบริหาร มูลนิธิอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาโพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล กับอิหร่าน ลงเฟซบุ๊ก Piti Srisangnam โดยมองว่าแม้ฝ่ายสหรัฐอาจได้เปรียบในช่วงต้นของการปะทะ แต่ในระยะยาวสงครามที่ยืดเยื้ออาจเปลี่ยนดุลอำนาจในตะวันออกกลาง

โดยเจ้าของโพสต์ ระบุข้อความว่า “อเมริกาอาจชนะศึกแรก แต่จะแพ้สงครามในระยะยาว จากสงครามอิสราเอล-สหรัฐกับอิหร่าน สู่ความเป็นไปได้ของ Pax Islamica ในประวัติศาสตร์สงครามสมัยใหม่ มหาอำนาจจำนวนมากสามารถชนะ “ศึกแรก” ได้อย่างเด็ดขาด แต่กลับพ่ายแพ้ “สงครามทั้งหมด” ในระยะยาว ตัวอย่างสำคัญคือสงครามในเวียดนาม อัฟกานิสถาน หรืออิรัก ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ความเหนือกว่าทางเทคโนโลยีทางทหารไม่ได้รับประกันชัยชนะเชิงยุทธศาสตร์เสมอไป พันธมิตรสหรัฐและอิสราเอลเปิดปฏิบัติการรุกรานโจมตีอิหร่านอย่างฉับพลัน และสามารถสังหารผู้นำระดับสูงของอิหร่านหรือทำลายโครงสร้างบัญชาการทางทหารในระยะแรกได้ อาจถือเป็นชัยชนะเชิงยุทธวิธี (tactical victory) ในศึกแรกที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในมิติของสงครามระยะยาว ผลลัพธ์อาจแตกต่างอย่างสิ้นเชิง”

“เหตุผลสำคัญอยู่ที่พลวัตทางศาสนา การเมือง และภูมิรัฐศาสตร์ของโลกมุสลิม ซึ่งมีศักยภาพที่จะทำให้ความขัดแย้งดังกล่าวเปลี่ยนจากสงครามระหว่างรัฐ กลายเป็นสงครามเชิงอารยธรรม (civilizational conflict) ที่ยืดเยื้อ และในท้ายที่สุดอาจนำไปสู่ระเบียบภูมิรัฐศาสตร์รูปแบบใหม่ที่เราอาจจะกำลังได้เห็นขั้วอำนาจที่ 3 ในเกมส์สามก๊กภูมิรัฐศาสตร์โลก ในนาม “Pax Islamica” ถ่วงดุลกับ Global North และ Global South”

นอกจากนี้ เหตุผลที่อิหร่านจะชนะสงครามและ Pax Islamica จะก่อกำเนิด มีดังต่อไปนี้
1. หลักคำสอนทางศาสนาและข้อห้ามในการสนับสนุนความอยุติธรรม
หนึ่งในหลักการพื้นฐานของศาสนาอิสลามคือการไม่สนับสนุนความชั่วหรือความอยุติธรรม หลักการนี้มีรากฐานจากโองการในคัมภีร์ Qur’an โดยเฉพาะโองการ 5:2 ที่กล่าวว่า “จงร่วมมือกันในความดีและความยำเกรงพระเจ้า แต่อย่าร่วมมือกันในบาปและการรุกราน” หลักการนี้มีความหมายเชิงสังคมและการเมืองอย่างลึกซึ้ง เพราะถือว่าการช่วยเหลือผู้ที่กระทำความอยุติธรรม ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม ถือเป็นการมีส่วนร่วมในความผิดนั้นด้วย นอกจากนี้ ยังมีหลักการสำคัญอีกประการหนึ่งจากโองการ 99:7-8 ที่ระบุว่า ผู้ใดทำความชั่วแม้เพียงเล็กน้อยก็จะต้องรับผลของการกระทำนั้น ในกรอบคิดของโลกมุสลิม หากการกระทำของรัฐใดถูกมองว่าเป็นการโจมตีผู้บริสุทธิ์ เช่น โรงเรียนสตรีที่มีเด็กผู้หญิงเสียชีวิตนับร้อยคน ทีมนักกีฬา หรือประชาชนผู้บริสุทธิ์ การสนับสนุนการกระทำดังกล่าวอาจถูกตีความว่าเป็นการร่วมมือกับความอยุติธรรม ซึ่งจะสร้างแรงกดดันทางศีลธรรมต่อรัฐบาลมุสลิมที่มีความสัมพันธ์กับสหรัฐและอิสราเอลที่ได้ลงมือกระทำการการกระทำอันเลวร้ายนี้ลงไปแล้ว ดังนั้น ความขัดแย้งทางทหารอาจค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นแรงกดดันทางศาสนาและสังคม ที่บังคับให้ประเทศมุสลิมต้องกำหนดจุดยืนใหม่
2. ศัตรูร่วมที่มีพลังในการรวมโลกมุสลิม
โลกมุสลิมมีความแตกต่างทางชาติพันธุ์ นิกาย และผลประโยชน์ทางการเมืองอย่างมาก ตั้งแต่โลกอาหรับ ตุรกี ไปจนถึงเปอร์เซีย เอเชียใต้ โลกมลายู อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า การมี “ศัตรูร่วม” สามารถสร้างการรวมตัวทางการเมืองได้อย่างทรงพลัง ในบริบทของตะวันออกกลาง รัฐลุแก่อำนาจอย่าง Israel ที่รุกรานปาเลสไตน์ และข่มขู่โลกมุสลิม โดยหวังจะสร้างมหารัฐอิสราเอล (The Greater Israel) ถูกมองว่าเป็นคู่ขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์ของหลายประเทศในภูมิภาค แม้ว่าบางรัฐอาหรับจะถูกกดดันจนต้องยอมมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลแล้วก็ตาม สงครามใหญ่ระหว่างอิสราเอลกับ อิหร่าน และมีการแทรกแซงทางทหารของสหรัฐ ภาพของความขัดแย้งอาจเปลี่ยนจากการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ มาเป็นการต่อสู้ระหว่างโลกมุสลิมกับมหาอำนาจภายนอก ในกรณีเช่นนี้ แม้รัฐอาหรับจำนวนหนึ่งจะมีความระแวงต่ออิหร่าน แต่พวกเขาอาจมองว่าอิหร่านมีบทบาทเป็น “ตัวถ่วงดุล” ต่ออิสราเอลที่เป็นภัยคุกคามที่เลวร้ายที่สุดในภูมิภาค
3. การสั่นคลอนของระบบความมั่นคงที่สหรัฐสร้างขึ้นในตะวันออกกลาง
ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐได้สร้างเครือข่ายฐานทัพและพันธมิตรในตะวันออกกลาง เพื่อค้ำจุนระบบความมั่นคงของภูมิภาค ฐานทัพเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นหลักประกันด้านความปลอดภัยให้กับประเทศพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซีย เช่น ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ หรือ บาห์เรน แต่การที่อิหร่านสามารถโจมตีฐานทัพหรือโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของสหรัฐได้พร้อมกันมากกว่า 20 แห่งในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน เมื่อรวมกับสงครามที่ยืดเยื้อจนยุทโธปกรณ์ร่อยหรอ สายส่งกำลังสนับสนุนที่ได้แต่คอยหาย ภาพลักษณ์ของ “เกราะป้องกันของสหรัฐ” อาจถูกตั้งคำถามอย่างรุนแรง เสมือนจ่ายค่าคุ้มครองให้ bodyguard ที่คิดว่าแข็งแกร่ง แต่จริงๆ กลับเป็นง่อย เมื่อความเชื่อมั่นในระบบความมั่นคงของสหรัฐลดลง ประเทศในภูมิภาคอาจเริ่มปรับยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ เช่น กระจายพันธมิตรไปยังมหาอำนาจอื่น, สร้างระบบความมั่นคงระดับภูมิภาคของตนเอง, หรือแม้แต่เปิดช่องความร่วมมือกับอิหร่าน และนั่นอาจเป็นจุดร่วมที่ก่อกำเนิด Pax Islamica
4. สงครามยืดเยื้อและแรงกดดันทางการเมืองภายในสหรัฐ
ประสบการณ์ของสหรัฐในสงครามหลายครั้งชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยสำคัญที่กำหนดผลลัพธ์ของสงครามไม่ใช่เพียงสนามรบ แต่รวมถึงการเมืองภายในประเทศสหรัฐเอง สงครามที่ยืดเยื้อในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมากต่อประชาชนที่จะกดดันรัฐบาลวอชิงตัน ต้นทุนของสงครามที่คนอเมริกันไม่อาจจะรับได้ คือ การสูญเสียกำลังพล, ค่าใช้จ่ายทางทหารมหาศาล, ความปั่นป่วนของตลาดพลังงานโลก, การหยุดชะงักของเส้นทางการค้า, ซึ่งทั้งหมดหมายถึงต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้น และความมั่งคั่งที่ลดลง ในสถานการณ์เช่นนี้ ความกดดันจากประชาชนอเมริกันอาจผลักดันให้รัฐบาลลดบทบาททางทหารหรือถอนตัวจากภูมิภาค เหมือนที่เคยเกิดขึ้น โลกอาหรับอาจกำลังถูกทอดทิ้งให้เผชิญความเสี่ยงตามลำพัง bodyguard ที่นอกจากจะง่อยเปลี้ย อาจจะหนีหาย
5. ความเป็นไปได้ของ Pax Islamica
หากสหรัฐลดบทบาทลง และประเทศมุสลิมเริ่มสร้างกลไกความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และการเมืองร่วมกัน ภูมิภาคตะวันออกกลางอาจค่อย ๆ เปลี่ยนเข้าสู่ระเบียบใหม่ที่อาจเรียกได้ว่า “Pax Islamica” แนวคิดนี้ไม่ได้หมายถึงจักรวรรดิเดียว แต่หมายถึง การประสานผลประโยชน์ของรัฐมุสลิม การสร้างกลไกความมั่นคงร่วม และการลดการพึ่งพามหาอำนาจภายนอก ในระยะยาว ระเบียบดังกล่าวอาจเปลี่ยนสมดุลอำนาจของโลก โดยลดอิทธิพลของสหรัฐในตะวันออกกลาง และเพิ่มบทบาทของโลกมุสลิมในระบบระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม “ชัยชนะทางทหารในช่วงต้นของสงครามไม่จำเป็นต้องแปลว่าชัยชนะเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว หากสงครามระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่านเกิดความยืดเยื้อเรื้อรัง ความขัดแย้งอาจขยายตัวเกินกว่าการต่อสู้ระหว่างรัฐ และกลายเป็นแรงผลักดันให้โลกมุสลิมรวมตัวกันมากขึ้น ในสถานการณ์เช่นนี้ สหรัฐอาจชนะศึกแรก แต่สงครามในระยะยาวอาจสร้างระเบียบภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ ที่ทำให้อิทธิพลของวอชิงตันในตะวันออกกลางลดลง และเปิดทางให้เกิดดุลอำนาจรูปแบบใหม่ในภูมิภาค หรือที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือ การถ่วงดุลของขั้วที่ 3 ในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระดับโลก”

ขอบคุณข้อมูล : Piti Srisangnam