เมื่อวันที่ 8 มี.ค. นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรมว.คลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า นับตั้งแต่วันศุกร์ที่ 6 มี.ค. คดีอายัดทรัพย์นายเบน สมิธ และพวกได้ไปถึงชั้นศาลแล้ว แต่ตนตั้งคำถามว่าทำไมจนถึงวันนี้จึงยังไม่มีหมายจับนายเบน สมิธ ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน โดยที่มูลค่าส่วนใหญ่ของทรัพย์สินที่ถูกยึดไปคือหุ้นบริษัทบางจาก โดยที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้พิสูจน์โยงกลับไปถึงกองทุน Capital Asia Investments (CAI) ซึ่งเป็นกองทุนที่มีการเชื่อมโยงกับนายเบน สมิธ และเป็นแหล่งเงินลับปกปิดเจ้าของที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ติดตามธุรกรรมควรสงสัยมาตลอด ในครั้งนี้ CAI คือ ผู้ขายหุ้นบิ๊กลอตในหุ้นบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้กับ Alpha Chartered Energy (ACE) หลายครั้ง และ จึงเป็น “แหล่งหมุนเงินค่าขาย มาจ่าย ค่าซื้อ” หรือ “โอนตรง” ซึ่งล้วนแต่เพื่ออำพรางความเป็นเจ้าของที่แท้จริง แต่เมื่อ ปปง.ได้พิสูจน์เส้นทางเงิน และหลักฐานที่เกี่ยวข้องแล้ว จึงส่งสำนักอัยการเพื่อให้ศาลฟ้องยึดอายัดทรัพย์แล้วดังกล่าว
นายกรณ์ ระบุอีกว่า ส่วนทรัพย์สินอื่นของนายเบน สมิธ และ น.ส.แคทรียา บีเวอร์ ภรรยาของนายเบน และพวก ก็ได้ถูกอายัดไปด้วย ซึ่งรวมถึงที่ดิน เงินสด ฯลฯ แต่ที่แปลกมากคือการที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือปปง. ยังไม่มีการดำเนินการแม้แต่น้อยกับหุ้นตัวอื่นๆ ที่ถือโดย CAI หรือโดยภรรยาของนายเบน สมิธ นอกจากนั้น ที่ต้องดำเนินการเพิ่มเติมคือย้อนสืบเส้นทางการได้มาหุ้นเหล่านี้ ซึ่งจะทำให้เห็นได้ทันทีว่ามีใครคนอื่นเกี่ยวข้องบ้าง มีใครสมคบคิดกับนายเบน สมิธ และพวกบ้าง บวกกับเส้นทางการเงินว่าเงินปันผลที่ได้รับ ผ่านเข้าบัญชีใคร และมีการจ่ายออกไปที่ไหน

นายกรณ์ ระบุว่า ตนขอยกตัวอย่างกรณีตรงไปตรงมาที่สุด คือหุ้น 2 บริษัท (BCP และ GTV) ที่ แคทรียา บีเวอร์ ยังถืออยู่ในชื่อตัวเองซื่อๆ ตรงๆ แต่ก.ล.ต.และปปง. กลับไม่มีการดำเนินการอย่างไร หรือหุ้นบริษัท FSX ที่ถือโดยบริษัท Beteverse ซึ่งได้รับซื้อทั้งจำนวนจาก แคทรียา บีเวอร์ รวมทั้ง หุ้นบริษัท FSX ที่ถือโดยบริษัท Rapidfire ซึ่งได้รับซื้อทั้งจำนวนจาก B.I.C. (Cambodia) Bank (ซึ่งมีนายยิม เลียกเป็นประธานกลุ่ม) โดยที่ราคาที่ซื้อขายกัน คือ 4.22 บาท สูงกว่าตลาดที่ 1.55 บาท ถึง 170 เปอร์เซ็นต์ และ ซื้อขายเปลี่ยนชื่อกันวันสุดท้าย ก่อนที่ชื่อ B.I.C. (Cambodia) Bank จะปรากฏบนทะเบียนหุ้น FSX วันที่ 21 มี.ค. 2568 พอดี เป็นต้น (ข้อมูลตลาดหลักทรัพย์เช่นกัน) ทำให้ต้องติดตามว่าในการซื้อขายบิ๊กลอตทั้งจำนวนเช่นนี้ ทั้ง 2 กรณีมีการชำระเงินอย่างไร เป็นการหมุนเวียนเงินของกลุ่มเดียวกันหรือไม่ หรือโอนตรง ดังกรณีแบบหุ้นบางจากฯ คล้ายๆ กัน
โดย ก.ล.ต.มีหน้าที่ต้องกำกับดูแลว่า กรณีต้องสงสัยเช่นนี้ กลุ่มบุคคลดังกล่าว เป็นกลุ่มเดียวกันหรือไม่ ซึ่งหากใช่ จะทำให้ผิดพ.ร.บ.หลักทรัพย์ มาตรา 246 ในการรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นที่มีนัยสำคัญ และ มาตรา 247 หน้าที่ในการเสนอซื้อหลักทรัพย์จากประชาชนทั่วไป เพราะหากรวมผู้ถือหุ้นใหญ่ของกลุ่มบุคคลเดียวกันเหล่านี้ จะรวมได้เป็น 51.96 เปอร์เซ็นต์ ได้แก่ CAI For Pilgrim Finansa Investment Holding (แหล่งเงินลับปกปิดเจ้าของที่เชื่อมโยง เบน สมิธ) 24.14 เปอร์เซ็นต์, Beteverse (โอนทั้งจำนวนจาก น.ส.แคทรียา บีเวอร์ ภรรยา เบน สมิธ) 10 เปอร์เซ็นต์, Rapidfire (โอนทั้งจำนวนจาก BIC Bank (Cambodia)) 10 เปอร์เซ็นต์ และนางสุภารัตน์ สง่าเมือง อดีตภรรยาของนายเบน สมิธ อีก 7.82 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะทำให้ผิดทั้งมาตรา 246 และมาตรา 247 ดังกล่าว รวมทั้ง ความผิดฐานการซื้อขายแบบ Matched Order ตามมาตรา 244 ด้วย
“แต่ถึงวันนี้ ด้วยหลักฐานมากมายขนาดนี้ ก.ล.ต. ก็ยังไม่ดำเนินการใดๆ เกรงใจใครครับ? โดยสรุปคำถามสำคัญ คือในเมื่อ ปปง ได้สั่งอายัดหุ้น ที่ดิน รถยนต์ เงินสด ฯลฯ ของนายเบน สมิธ รวมไปถึงภริยาและพวกแล้ว ทำไมถึงไม่ดำเนินการต่อให้ครบถ้วน หากมีการโยกย้าย ขายหุ้น และทรัพย์สินส่วนนี้ออกไป ปปง.และ ก.ล.ต. จะรับผิดชอบอย่างไร และผมขอยํ้าคำถามเดิมว่าทำไมจนถึงวันนี้จึงยังไม่มีหมายจับนายเบน สมิธ ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน” นายกรณ์ ระบุ



