วันที่ 9 มี.ค. 69 ‘อั๋น’ ภูวนาท คุนผลิน พิธีกร-นักจัดรายการ โพสต์ข้อความระบุว่า
“ผมว่าเรื่องการบริหารจัดการสอบของเตรียมอุดม อย่างแรกที่ไม่ควรคิดคือ ถ้าทำตามกฎไม่ได้ก็อย่ามาสอบ เพราะเป็น Mindset ที่ปิดตาย
เลิกคิดสักที สำหรับคนที่ชอบคิดว่าที่ผ่านมาก็ทำได้ ทำไมครั้งนี้ทำไม่ได้ ที่ผ่านมาไม่มีปัญหา ทำไมครั้งนี้ถึงจะมามีปัญหา เพราะแปลว่าคุณไม่อยู่กับปัจจุบัน และจะยิ่งค่อยๆ กลายเป็นคนของอดีตไปเรื่อยๆๆ จนสุดท้ายคุณจะเสียโอกาสในการร่วมเดินทางไปสู่อนาคตนะครับ
กฎที่มี ไม่เท่ากับกฎที่ดี
และต่อให้มีกฎที่ดีก็ยังต้องมีระบบที่ดีในการนำไปปฏิบัติ และยังต้องมีระบบประมวลผลและตรวจสอบอีก ดูตัวอย่างจากการเลือกตั้งของเราที่ผ่านมาสิครับ
อย่าเห็นปัญหาแล้วมุ่งหน้าแต่หาคนผิด เพราะนั่นจะทำให้คุณมืดบอดที่มองเห็นทางในการแก้ปัญหาและพัฒนาให้มันดีขึ้น
ดีแล้วไม่ได้แปลว่าดีกว่า ดีขึ้นไปอีกไม่ได้
ปัญหาอาจจะอยู่ที่เด็กบางคนจริงๆ ก็เป็นได้ มันควรเป็น 1 ในสมมุติฐานที่นำไปสู่การพิสูจน์ แต่ควรเป็นสมมุติฐานสุดท้าย เพราะเท่ากับเป็นการยัดเยียดความบกพร่องให้กับคนที่มีโอกาสสูงสุดที่จะเป็นเหยื่อของระบบ และเป็นผู้เล่นที่มีอำนาจต่อรองน้อยที่สุดในเกมส์ของผู้ใหญ่นี้
กฎเกณฑ์กติกาใดๆ ที่เกิดขึ้น นอกจากต้องคำนึงเจตนาที่ดีต่างๆ เช่น เพื่อความยุติธรรม ความเท่าเทียมกัน การนำไปใช้ได้จริง ยังควรต้องเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความสะดวกสบายของผู้ถูกบังคับใช้เป็นที่ตั้งด้วย มันไม่ควรเป็นกฎระเบียบที่สร้างภาระ ต้นทุนทั้งแรง เวลา และเงินให้กับผู้เล่น หรือหากมีก็ควรจะน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นเท่านั้น สิ่งที่ควรต้องระวังคือ การที่กฎถูกสร้างขึ้นโดยคำนึงถึงความสะดวกสบาย และผลประโยชน์ของผู้ออกกฎเป็นหลัก ทั้งโดยตรงและแอบแฝง
การสอบวัดผลใดๆ ควรถูกจัดให้อยู่ใน Sentiment ที่เอื้อต่อการดึงศักยภาพสูงสุดของผู้ถูกวัดผลออกมาใช้อย่างเต็มที่
ในสมการนี้ ผมว่าเราจะเห็นภาพชัดขึ้นมากเลย
หากลองดึงผู้ปกครองออก สำหรับเด็กที่มีรถไปรับไปส่ง กับไม่มี
เด็กที่ต้องเดินทางด้วยระบบสาธารณะ
เด็กที่มีคนคอยเตรียมอาหารมื้อเช้ามื้อเที่ยงกับไม่มี
เด็กที่ฝากของกับระบบ กับฝากกับครอบครัว
และเด็กที่มีปัจจัยในการดำรงชีวิตแบบจำกัด
และทั้งหมดเกิดขึ้นภายใต้อุณหภูมิ เกือบ 40 องศา
อาจจะทำให้เราเห็นว่า บ่อยครั้งที่กฎที่ทำให้เกิดความเท่าเทียมกัน อาจจะยังไม่ทำให้เกิดความยุติธรรม และมันสามารถถูกพัฒนาให้ดีขึ้นได้เสมอ จากการมองเห็นปัญหา และความตั้งใจจากหัวใจที่เปิดกว้างจะรับฟัง
ฟังเพื่อเข้าใจ ก็ไม่เท่ากันกับฟังเพื่อตัดสินนะครับ
อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของการพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีกว่า คือความคิดว่ามันดีอยู่แล้วนี่แหละ
ส่วนอ่านจบแล้ว คุณจะยังคิดว่ามันดีแล้วอยู่ไหม หรือคิดว่าดีกว่าได้อีกตั้งเยอะ
ก็แล้วววววแต่เธอ!!!!!!!!“
เมื่อวันที่ 7 มี.ค.69 อั๋น ภูวนาท โพสต์หลังประเด็นดราม่า เด็กนักเรียนทิ้งเงินไว้นอกห้องสอบในชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ระบุ
“มาตรการโง่ๆ (รึเปล่า) ของสถานที่ที่มีหน้าที่สอนให้เด็ก-อนาคตของชาติฉลาด หนึ่งในโรงเรียนที่ดีที่สุดของประเทศไทย และประกาศตัวเองในวันปฐมนิเทศว่าเป็นโรงเรียนอันดับ 1 ของประเทศ และผมในฐานะศิษย์เก่าก็ขออนุสงสัยว่านี่มันอะไรกันครับ (มีคำอธิบายว่าโรงเรียนประกาศและจัดที่ฝากไว้ให้แล้ว ถ้าเช่นนั้นก็ควรต้องถอดบทเรียนว่าแล้วทำไมถึงยังเกิดเหตุการณ์นี้ รอฟังครับ หรือปัญหาคือเด็ก ถ้าใช่ก็ตัดสินผลการสอบเข้าได้ง่ายอยู่ดีอยู่นะครับ)
ต่อมา เจ้าตัวโพสต์อีก
“การมีการ “ประกาศล่วงหน้า” ไม่เท่ากับ “จัดการได้จริง”
แม้ทางโรงเรียนจะยืนยันหนักแน่นว่ามีการประกาศกฎกติกามารยาทผ่านทุกช่องทางล่วงหน้าเป็นเดือน แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนว่านี่คือ “ความล้มเหลวเชิงระบบ (Systemic Failure)” อย่างแท้จริง:
• กฎที่ขัดต่อความเป็นจริง (The Logistical Gap): การอ้างว่าประกาศแล้ว ไม่ได้ทำให้คอขวด 14,000 คนหายไป การบีบให้เด็กจำนวนมหาศาลฝากของให้เสร็จใน 90 นาที คือข้อผิดพลาดทางการคำนวณของผู้จัด ไม่ใช่ความผิดของเด็กที่ “ไม่อ่านกฎ” เพราะต่อให้อ่านมา 10 รอบ ถ้าช่องรับฝากมีไม่พอ คิวก็ยาวอยู่ดี
• การใช้กฎเป็นเกราะป้องกันความรับผิดชอบ: การที่โรงเรียนอ้างแต่เรื่อง “แจ้งล่วงหน้า” คือการปัดความรับผิดชอบในการอำนวยความสะดวกพื้นฐาน (Facility Management) และการมองข้ามหลักมนุษยธรรมในการสอบ
• นิยามของคำว่า “มารยาท” ที่ไม่เท่าเทียม: การรักษาความสงบและระเบียบวินัยเป็นเรื่องดี แต่ระบบกลับผลักภาระให้เด็กต้องไปดิ้นรนเอาชีวิตรอดกันเอง โดยเฉพาะเด็กต่างจังหวัดที่มาคนเดียว ซึ่งคนที่มีต้นทุนสูงกว่า (มีผู้ปกครองเฝ้าของ/เตรียมข้าว) จะได้เปรียบทั้งสภาพจิตใจและร่างกาย
2. สรุปประเด็นดราม่าที่เกิดขึ้น
• มหกรรมทิ้งของหน้าห้องสอบ: ภาพไวรัลเงินและมือถือถูกวางทิ้งเกลื่อน เพราะเด็กถูกบีบให้เลือก “ทิ้งทรัพย์สิน” เพื่อรักษา “อนาคต” เนื่องจากระบายคิวฝากของไม่ทัน
• การขูดรีดค่าฝากของ: แม้จะเป็นกฎของโรงเรียน แต่กลับมีการเรียกเก็บค่าบริการฝากของเพิ่มหน้างาน เป็นการซ้ำเติมเด็กที่จ่ายค่าสมัครสอบมาแล้ว
• สอบมาราธอน 6 ชั่วโมง: ตารางสอบ 08:30-14:00 น. โดยไม่มีพักทานมื้อหลัก มีเพียงของว่าง (Snack) เล็กน้อยซึ่งไม่เพียงพอต่อการใช้พลังงานสมองระดับสูง
• วิกฤติความหิวบ่ายสอง: สอบเสร็จออกมาหิวจัด แต่ร้านอาหารทยอยปิดให้บริการ ทำให้เด็กที่ไม่มีคนดูแลแทบหาข้าวทานไม่ได้ในพื้นที่อิมแพ็ค
เวลา vs จำนวนคน: เปิดรับฝาก 07:00 น. สอบ 08:30 น. มีเวลาแค่ 1 ชั่วโมงครึ่ง (90 นาที) จัดการเด็กเกือบ 14,000 คน สมมุติมีเด็กแค่ครึ่งเดียว (7,000 คน) ต้องฝากของ เท่ากับจุดรับฝากต้องจัดการเด็กให้ได้ประมาณ 78 คน ภายใน 1 นาที! ซึ่งในทางปฏิบัติไม่มีทางทำทัน คิวจึงต้องล้นทะลักและติดขัดอย่างหนัก
ข้อสรุป: การสอบเตรียมอุดมฯ ควรเป็นบทพิสูจน์ “สติปัญญา” ของนักเรียน ไม่ควรเป็นบทพิสูจน์ “ความอึด” หรือ “ฐานะทางการเงิน” ที่ต้องจ่ายเพื่อซื้อความสะดวกจากระบบที่บกพร่องครับ
สำหรับผมเมื่อเกิดปัญหาควรพยายามทำความเข้าใจและหาทางแก้ไข
ไม่ใช่โทษพ่อโทษแม่ โทษเด็ก โทษโรงเรียน
เพราะนั่นเป็นเพียงสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า…
คนที่คิด..ใจแคบ (ส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัว)
อุ่ย…ต้องรีบพิจารณาตัวเองด้วยละ
เดี๋ยวเผลอเป็นเอง เพื่อนจะไม่คบ”



