การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกไทย เนื่องจากไทยพึ่งพาการขนส่งทางเรือไปยังกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียสูงถึง 81.17% (คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.5 แสนล้านบาท) โดยผู้ส่งออกต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากค่าระวางเรือและค่าประกันภัยที่พุ่งสูงขึ้น 20-30%
สรุป 10 อันดับสินค้าที่ได้รับผลกระทบสูงสุด (ปี 2568)
| อันดับ | รายการสินค้า | มูลค่า (ล้านดอลลาร์สหรัฐ) |
|---|---|---|
| 1 | รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ | 4,114 |
| 2 | อัญมณีและเครื่องประดับ | 1,119 |
| 3 | เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ | 637 |
| 4 | ข้าว | 607 |
| 5 | ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ | 595 |
| 6 | ผลิตภัณฑ์ยาง | 522 |
| 7 | อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป | 497 |
| 8 | เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล | 465 |
| 9 | เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ | 266 |
| 10 | ตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ | 238 |
| รวม 10 รายการ | 9,061 | |
| วิเคราะห์ประเด็นสำคัญ |
- กลุ่มยานยนต์หนักสุด: รถยนต์และส่วนประกอบเป็นสินค้าที่ได้รับผลกระทบสูงสุดอย่างโดดเด่น โดยมีมูลค่าสูงถึง 4,114 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่าสินค้า 10 อันดับแรกรวมกัน
- สินค้าเกษตรและอาหาร: “ข้าว” และ “อาหารทะเลแปรรูป” เป็นกลุ่มที่น่ากังวลเนื่องจากมีเรื่องของระยะเวลาการเก็บรักษา (Shelf life) หากการขนส่งต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮปจะทำให้ระยะเวลาขนส่งนานขึ้น
- ต้นทุนที่เลี่ยงไม่ได้: ผู้ส่งออกทุกกลุ่มกำลังเผชิญกับ “ค่าธรรมเนียมความเสี่ยงภัยสงคราม” และการปรับขึ้นค่าระวางเรือกรณีฉุกเฉิน ซึ่งจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาในตลาดตะวันออกกลาง



