ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต หนึ่งในกรรมการ สำนักคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) สะท้อนภาพความจริงของฟรีทีวีไทยอย่างตรงไปตรงมาว่า รายได้โฆษณาที่เคยเป็นเส้นเลือดหลักกำลังไหลออกจากระบบ และผู้ชมกำลังย้ายไปอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์

เมื่อสิบกว่าปีก่อน ก่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ทีวีดิจิทัล โทรทัศน์ถือครองเม็ดเงินโฆษณามากถึง ประมาณ 60% ของตลาดสื่อทั้งหมด แต่วันนี้ตัวเลขดังกล่าวเหลือเพียง ไม่ถึง 30% เท่านั้น การหายไปของรายได้ ไม่ได้เกิดจากความล้มเหลวของทีวีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลของ “การปฏิวัติพฤติกรรมผู้ชม” ที่เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นตัวเร่ง

แพลตฟอร์มอย่าง YouTube , Netflix และ Meta Platform ได้เปลี่ยนการดูทีวีจาก การดูพร้อมกันทั้งประเทศให้กลายเป็น การเลือกดูเฉพาะสิ่งที่ตัวเองต้องการ ผู้ชมไม่ต้องรอรายการ ไม่ต้องดูตามผัง ไม่ต้องยอมรับเนื้อหาที่สถานีจัดให้ เพียงพิมพ์คำค้นหา ทุกอย่างก็ปรากฏทันที นี่คือการเปลี่ยนผ่านจาก Mass Media ไปสู่ Personal Media และนี่คือเหตุผลที่ทำให้โทรทัศน์ถูกตั้งคำถามว่า กำลังกลายเป็น “Sunset Industry” หรือไม่

แม้เศรษฐกิจของอุตสาหกรรมจะถดถอย แต่คำถามสำคัญที่สังคมต้องตอบคือ ฟรีทีวียังจำเป็นอยู่หรือไม่ … ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ให้คำเปรียบเทียบที่น่าสนใจว่า โทรทัศน์ภาคพื้นดินเปรียบเสมือน “ระบบ 30 บาทรักษาทุกโรคของข้อมูลข่าวสาร” หมายความว่า แม้ประชาชนจะไม่มีเงินซื้อแพ็กเกจ อินเทอร์เน็ต ไม่มีสมาชิกสตรีมมิง หรือไม่มีสมาร์ตโฟนที่ทันสมัย แต่เพียงเปิดทีวี ก็สามารถเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ และความบันเทิงได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

ในมิติทางสังคม โทรทัศน์จึงไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจสื่อ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของการสื่อสารสาธารณะ …ในอดีต โทรทัศน์สร้างประสบการณ์ร่วมของสังคม ไม่ว่าจะเป็นละครตอนจบ การแข่งขันกีฬา หรือเหตุการณ์สำคัญของประเทศ ผู้คนดูสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน และพูดถึงเรื่องเดียวกันในวันถัดไป แต่ในยุคอัลกอริทึม ประสบการณ์ร่วมกำลังถูกแทนที่ด้วย “โลกส่วนตัวของแต่ละคน”

คำถามสำคัญคือ หากพื้นที่กลางของสังคมหายไป สังคมจะยังมี “เรื่องเล่าร่วมกัน” เหลืออยู่หรือไม่ …ตัวเลขที่เจ็บปวดของทีวีดิจิทัล หนึ่งในข้อมูลที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างได้ชัดที่สุด คือแม้โครงข่ายทีวีดิจิทัลจะครอบคลุมประชากรถึง 90–95% ของประเทศ แต่การรับชมผ่านระบบภาคพื้นดินจริงๆ มีเพียง ประมาณ 20% เท่านั้น ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังดูทีวีผ่าน ดาวเทียมมากกว่า 60% และอีกส่วนหนึ่งย้ายไปดูผ่าน อินเทอร์เน็ตและ IPTV

ตัวเลขนี้ทำให้เกิดคำถามต่อโมเดลการกำกับดูแลทีวีดิจิทัลของไทย ว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในอดีต สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้ชมจริงหรือไม่ และยิ่งไปกว่านั้น เมื่อใบอนุญาตทีวีดิจิทัลจะหมดอายุในปี 2572 ภูมิทัศน์ของทีวีไทยกำลังจะถูกออกแบบใหม่อีกครั้ง จำนวนช่องที่เคยมี 48 ช่อง อาจต้องลดลงอย่างมาก ทั้งจากข้อจำกัดทางเทคโนโลยี เช่น การขยายสู่ระบบ HD หรือ 4K และจากความเป็นจริงของตลาดที่ผู้ชมกระจายตัว

หนึ่งในแนวคิดที่กำลังถูกพูดถึง คือการสร้าง แพลตฟอร์มสตรีมมิงระดับชาติ แนวคิดนี้มีเป้าหมายให้ฟรีทีวีสามารถเข้าถึงผู้ชมผ่านอินเทอร์เน็ตได้ โดยรวม คอนเทนต์ โฆษณา และข้อมูลผู้ชม ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว หากเกิดขึ้นจริง นี่อาจเป็นความพยายามของอุตสาหกรรมทีวีไทยในการต่อสู้กับแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ระดับโลก แต่คำถามใหญ่คือ รัฐควรเป็นผู้สร้างแพลตฟอร์มเอง หรือควรปล่อยให้ตลาดแข่งขันกัน เพราะในโลกดิจิทัล “แพลตฟอร์ม” ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คืออำนาจทางเศรษฐกิจและข้อมูล

บททดสอบของ กสทช. คือ Roadmap ทีวีดิจิทัลฉบับใหม่มีกำหนดจะต้องชัดเจนภายในปี 2569 และคาดว่าจะนำไปสู่การประมูลใบอนุญาตรอบใหม่ในปี 2571 แต่คำถามสำคัญคือ การให้ผู้ประกอบการต้องจ่ายเงินประมูลอีกครั้ง เหมาะสมหรือไม่ ในมุมมองของ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง มองว่า โทรทัศน์เป็นบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน การแบกรับต้นทุนประมูลจำนวนมหาศาลอาจยิ่งทำให้อุตสาหกรรมอ่อนแอลง นี่จึงเป็นโจทย์ยากของ กสทช. ระหว่างการรักษาหลักการตลาดเสรี กับการปกป้องโครงสร้างสื่อสาธารณะของประเทศ

คำถามคือ อนาคตทีวีไทย จะหายไป หรือแค่เปลี่ยนรูปแบบ ..แม้คนเมืองจำนวนไม่น้อยจะรู้สึกว่า “ไม่มีใครดูทีวีแล้ว” แต่ข้อมูลของภาครัฐกลับชี้ว่า การเข้าถึงโทรทัศน์ของคนไทยยังสูงกว่า 90% และยังเป็นหนึ่งในประเทศที่ดูทีวีมากที่สุดในเอเชีย ความจริงจึงอาจไม่ใช่ว่าทีวี กำลังตาย แต่กำลัง เปลี่ยนรูป จากจอในห้องนั่งเล่น สู่หน้าจอมือถือ จากผังรายการ สู่แพลตฟอร์ม จากธุรกิจโฆษณาแบบเดิม สู่เศรษฐกิจข้อมูล

คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่ว่า ทีวีจะอยู่หรือไม่อยู่ แต่คือ ประเทศไทยจะออกแบบสื่อสาธารณะในยุคแพลตฟอร์มอย่างไร เพราะหากปล่อยให้สนามนี้ถูกครอบครองโดยแพลตฟอร์มต่างชาติทั้งหมด วันหนึ่งเราอาจพบว่า พื้นที่กลางของสังคมไทย ไม่ได้อยู่ในมือของคนไทยอีกต่อไป