กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างล้นหลาม ล่าสุดดารานักแสดงรุ่นใหญ่ “แหม่ม-วิชุดา พินดั้ม” พร้อมด้วย “นุ๊ก-สุทธิดา เกษมสันต์ ณ อยุธยา”, “อี้-แทนคุณ จิตต์อิสระ” และสองทนายความชื่อดัง “ทนายกุ้ง-อำนวยพร มณีวรรณ” กับ “ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์” ได้ร่วมกันตั้งโต๊ะแถลงข่าว ณ สำนักงานทนายคลายทุกข์ เปิดใจกรณีถูกคู่กรณีแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงเงินจำนวน 40 ล้านบาท พร้อมประกาศเดินหน้าฟ้องกลับคู่กรณีเพื่อกู้ศักดิ์ศรี
แหม่ม วิชุดา เผยว่า “จุดเริ่มต้นว่าจุดเริ่มต้นของปัญหา เริ่มจากการที่คู่กรณีโทรศัพท์มาหาเราและให้ทนายคุยกับเราว่าได้มีการไปแจ้งความดำเนินคดีกับเราในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง เป็นจำนวนเงิน 40 ล้านบาท และได้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวนเป็นที่เรียบร้อยแล้วและกำลังจะออกหมาย ซึ่งตอนนั้นเราก็ยังไม่ได้เห็นหมาย เราฟังเรื่องแล้วก็รู้สึกว่าตัวเราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเลยคิดว่าเดี๋ยวถ้าเราได้รับหมายแล้วเราก็จะสู้คดีแล้วกัน เขาก็บอกว่าเดี๋ยวยังไม่จบเลย จะมาเคลียร์คดีกันไหม เราก็บอกว่าเราไม่เคลียร์คดีอะไรทั้งสิ้นเพราะเราไม่ได้ทำความผิดตามที่เขากล่าวอ้างเราก็บอกว่าเราจะสู้คดี เขาก็บอกเราว่างั้นเขาก็จะดำเนินคดี แล้วก็วางสายกันไป หลังจากนั้นเราก็มานั่งคิดว่าเราทำอาชีพสุจริตของเราอยู่ดีๆ เราเป็นนักแสดงจะมายัดเยียดคดีให้เรามันก็ไม่ถูก หลังจากนั้นเราก็ได้รับหมายและติดต่อเข้าพบพนักงานสอบสวน แต่ในช่วงนั้นพนักงานสอบสวนและตำรวจไม่ว่าง เลยบอกให้เรารอ รอมานานใช้ระยะเวลาในการรอประมาณหนึ่งปีครึ่ง ระหว่างนั้นเราพยายามสืบหาความจริงมาโดยตลอดว่าสิ่งที่เราเจออยู่มันคืออะไร แต่มันค่อนข้างลำบากนิดนึงเพราะเราไม่มีข้อมูลอะไรเลย และคู่กรณีเค้าไปแจ้งความเราเขาก็ไม่ได้มีหลักฐานอะไร ก็เลยต้องเดือดร้อนเพื่อน คือพี่อี้(อี้ แทนคุณ) ขอให้พี่อี้ช่วยลองคุยกับคู่กรณีให้หน่อยว่าเรื่องที่เราเจออยู่คืออะไรเพราะจริงๆเราก็งงว่ามันเป็นแบบนี้ได้ยังไง พี่อี้ก็คุยให้จนได้เรื่องมา”
“กับคู่กรณีแหม่มรู้จักกับเขามานานมากแล้วหลายปีแล้วตั้งแต่ก่อนโควิด มีคนแนะนำให้เรารู้จักในงานอีเวนต์งานนึงและเจอกันแค่ไม่กี่ครั้ง เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์มันแทบไม่มีอะไรเลย เป็นคนคนนึงที่มีคนแนะนำให้รู้จักแค่นั้นเลย ในตอนแรกเราหาคำตอบไม่ได้ว่าเขาทำแบบนี้กับเราทำไม ตอนนี้ได้คำตอบแล้ว โดยพี่อี้เป็นคีย์เวิร์ดสำคัญ ที่ทำให้เรารู้ว่าเรื่องมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่รายละเอียดมันคืออะไรเพราะพี่อี้ได้โทรไปคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและคู่กรณี ซึ่งคุยผ่านทนาย ทางทนายของคู่กรณีบอกกับพี่อี้ว่าถ้าอยากเอาชื่อของแหม่มออกจากคดีนี้ก็จ่ายเงินมาสัก 2-3 ล้าน เราก็ไม่เข้าใจว่าจะไปจ่ายทำไม เราไม่ได้ไปเอาเงินเขามา”

เหตุผลที่คู่กรณีใช้ในการเรียกเงินคืออะไร อี้ แทนคุณ เผยว่า “ คู่กรณีได้ไปทำศัลยกรรมที่เกาหลี และได้เจอหมอสองคน ซึ่งคู่กรณีเห็นว่าธุรกิจกิจการนี้น่าจะไปได้ดีเลยอยากเอามาทำที่ไทย ทางเกาหลีบอกเขาว่าให้ลงทุน 40 ล้าน ซึ่งคุณแหม่มไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยแค่บอกกับคู่กรณีว่าก็ไปจัดการให้ถูกต้องไม่ว่าจะเป็นการซื้อหุ้นซื้ออะไรต่างๆ ทั้งคู่กรณีเห็นว่าด้านเกาหลีมาจริงมีตัวตนจริงเขาก็ไปโอนของเขาเองคุณแหม่มไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องไปรับเงินรับรองอะไรสักบาทเดียว ผมก็เอะใจว่าทำไมถึงต้องเกี่ยวข้องกับคุณแหม่มด้วย เพียงแค่ว่าต่างคนต่างรู้จักกันและอยากช่วยกันในแง่ที่ว่าถ้าเป็นธุรกิจที่ดีเดินทางไปด้วย แต่การตัดสินใจทั้งหมดเป็นของคู่กรณีล้วนๆ คุณแหม่มไม่ได้ชักชวนโน้มน้าวและไม่ได้เกี่ยวข้องในการถือหุ้นอะไรเลยสักบาทแล้วไม่ได้ติดต่อไปขอเป็นพรีเซนเตอร์ใดใดทั้งสิ้น ปรากฏว่าพอโอนเงินไปแล้ว 40ล้าน ไม่ได้มีการไปทำคลินิกจริงๆ เขาได้แจ้งความเกาหลีเสร็จปุ๊บ ก็ได้พ่วงคุณแหม่มเข้าไปด้วย ผมได้โทรไปคุยกับคู่กรณีเขาก็ส่งต่อให้กับทนาย ทนายเขาบอกว่าไม่มีอะไรมากถ้าอยากให้เอาชื่อออกก็ขอสัก2-3 ล้านแล้วกัน เดี๋ยวเอาชื่อออกให้ ผมก็งงว่ามันแบบนี้ได้ยังไง ก็ในเมื่อเขาไม่ได้ทำอะไรผิด ถ้าเขาทำอะไรผิดผมก็คงจะต้องคุยกับคุณแหม่มอีกแบบนึงว่าเราต้องหาทางเยียวยาผู้เสียหายไป ผมช่วยคนมาเยอะมากฟังดูแล้วเคสนี้มันก็แปลกๆ ต้องยอมรับว่ากรณีนี้ ทำให้คุณแหม่มเกิดการแพนิคและเครียดสูงมากการกระทำนี้เหมือนเป็นการข่มขู่เขาโดยเอาคดีไปให้คุณแหม่มหรือเปล่า อันนี้ผมตั้งเป็นข้อสังเกตแล้วกัน ว่าทำไมถึงไม่มีการสืบเรื่องและตรวจสอบให้ชัดเจนทั้งหมดทั้งทนายคู่กรณีต่างๆ ว่าการที่จะไปดำเนินคดีในตอนนี้ อย่าง Forex มันต้องมีการไปเชิญชวนมาลงเงิน ชักจูงด้วยกำไรเท่านั้นเท่านี้ แต่อันนี้ไม่มีการเชิญชวนเลยเพราะฉะนั้นการดำเนินคดีในตรงนี้ผมมองว่ามันเป็นการแจ้งข้อความเป็นเท็จให้กับเจ้าพนักงานซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการสอบสวนและทำให้คุณแหม่มได้รับความเดือดร้อน เขาก็เครียดผมก็คุยกับเขาตลอด คุณแหม่มเป็นดารา เป็นนางเอก เป็นอินฟลูฯ จะยัดเยียดความเป็นผู้ต้องหาให้แบบนี้มันไม่ถูก เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าใครใครจะไปแจ้งความได้คุณต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นคุณแหม่มเค้ามีความวิตกกังวลสูงมากใครที่ไม่เคยโดนคดีก็จะไม่รู้ หลักฐานที่บ่งบอกว่าแหม่มมีส่วนเกี่ยวข้องในคดีที่คู่กรณีฟ้องร้องนั้นไม่มีเลยผมยืนยันได้ เพราะผมตรวจสอบแล้ว 100% ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง อะไรเลยจนเป็นที่มาในวันนี้เรามั่นใจ และผมซัพพอร์ทเพื่อนเสมอครับ”
แหม่ม วิชุดา เล่าต่อว่า “แหม่มได้ตั้งข้อสังเกตนิดนึง คือก่อนที่คู่กรณีจะโทรหาแหม่มว่าจะมีการแจ้งความดำเนินคดี ช่วงนั้นแหม่มไปเกาหลีกับพี่นุ๊ก(นุ๊ก สุทธิดา) มีคนมาตะโกนด่าที่สนามบินว่าอีขี้โกง เสียงดังมากที่สนามบิน”
นุ๊ก สุทธิดา เล่าเสริมว่า “ตอนนั้นนุ๊กก็ไม่รู้ว่าเขาด่าใครแต่เราคิดว่าเขาคงไม่ได้ด่าพวกเราแน่นอน เพราะเราไม่ได้ไปโกงใคร แต่สักพักนึงมันมีการจ้องหน้าจ้องตากัน”
แหม่ม วิชุดา “มีการมายืนจ้องหน้าจ้องตา แต่ว่าเขาใส่แมสก์ เราก็เลยไม่รู้ว่าเขาเป็นใครมายืนตะโกนด่าใส่แมสแล้วจ้องหน้าเรา แล้วก็พูดบางอย่างที่มันเกี่ยวข้องกับเรา แล้วเราก็หัวเราะ หลังจากนั้นเขาก็พูดว่าหัวเราะกันเข้าไปเถอะทุกอย่างอยู่ในสำนวนหมดแล้ว คือตอนนั้นถ้าเราไม่หยุดถามว่าเขาด่าใคร เขาก็เดินตามด่าเราตลอดทางแน่นอน ซึ่งตอนแรกเขาใส่แมสก์เราก็จำไม่ได้ แต่พอเขาถอดแมสก์เราก็นึกออกว่าเราเคยเจอคนนี้ครั้งนึง เขาทำงานเป็นเอเจนซี่อยู่ที่เกาหลี ไม่เป็นคนในวงการบันเทิง เป็นเอเจนซีเกาหลีเราไม่ได้มีเรื่องมีราวหรือสนิทอะไรกับเขา แล้วสุดท้ายเขาก็ไปบอกกับพี่นุ๊กว่าอยากรู้อะไรก็ไปถามเพื่อนในวงการบันเทิงคนนี้ที่ชื่อ “กอไก่” ดู”
ทนายเดชา ถามว่า ” เป็นคนดังไหม?“
อี้ แทนคุณ เผยว่า “ดัง เป็นนักร้องยุค 90 คือคนที่เขาเป็นคนดังและทำธุรกิจด้วยและเป็นคนดีมาก ซึ่งสาระสำคัญที่ถูกด่าเพราะเขาเอาข้อมูลที่ฟ้องร้องไปเผยแพร่ และไปแชร์ต่อจนทำให้คนที่ไม่รู้และเห็นเอกสารแค่ฝั่งเดียวก็เข้าใจว่าคุณแหม่มไปฉ้อโกงจริง ซึ่งไม่มีความจริงใดใดทั้งสิ้นผมมีหลักฐานทั้งหมดว่ามีการโอนเงินอะไรต่างๆ ซึ่งคู่กรณีก็เป็นคนไปโอนเองที่สาขาเมืองทอง ธนาคาร ก.ไก่ ได้มีการโอนวันแรกเมื่อวันที่ 22 พ.ย 62 ตอน 12:56 น. เป็นจำนวนเงิน 19,727,000 บาท ส่วนครั้งที่สองเป็นธนาคารที่เดิม ในวันเดียวกัน ตอนบ่ายโมงครึ่ง โอนอีกครั้งจำนวนเงิน 12,140,000 บาท และในครั้งที่สาม เป็นวันเดียวกันเวลา 13:48 น. โอนไปในจำนวนเงิน 7,500,000 กว่า โดยหลักๆแล้วต้องไปแจ้งที่เกาหลีสองคนว่าทำไมถึงไม่ดำเนินการ หรือว่ามันเป็นเรื่องทางแพ่งหรือเปล่าแต่การไปฟ้องอาญาผมว่ามันเป็นการละเมิดสิทธิเกินไปและนำข้อมูลไปแชร์ทำให้คุณแหม่มเสียหายด้วย“

แหม่ม วิชุดา “เขาได้มีการนำข้อมูลไปแชร์ให้กับคนในวงการบันเทิง ซึ่งเราก็รู้จักกันซึ่งคนนั้นเขาเชื่อ เขาเห็นแค่เอกสารเขาก็เชื่ออยู่แล้วเราก็ไม่รู้ว่าคนที่เขาเจอหน้าเราทุกวันบางคนเขาอาจจะเชื่อแต่เขาไม่พูดก็ได้ บางคนอาจจะอยากจ้างงานเรา แต่พอรู้ข่าวเรื่องแบบนี้เขาก็ไม่พูดแล้วไม่เอาเราดีกว่าแบบนั้นก็ได้”
อี้ แทนคุณ “ซึ่งมันทำให้เกิดความเสียหายโดยปกติคนทั่วไป เวลาเห็นเอกสารจากตำรวจเกี่ยวกับคดีก็เข้าใจว่าคุณแหม่มคงหลอกลวงคนอื่นไป 40 ล้าน ถ้ามาทำงานกับเราจะแอบโกงเราหรือเปล่า ซึ่งมันก็เกิดความเสียหายและขยายวงกว้างตั้งแต่ปี2562 จนถึงปัจจุบันรวมเป็น7ปี”
ทนายกุ้ง อำนวยพร “คู่กรณีที่เราจะฟ้องกลับเป็นนักธุรกิจสองท่านและทนายความหนึ่งท่าน เรารู้ตัวตนเรียบร้อยแล้วว่าเป็นใคร เพราะเขาฟ้องเราเรียบร้อยแล้วในตอนนี้ เพราะก่อนทีจะมาถึงการฟ้อง คุณแหม่มได้เดินทางไปเยอะหลายที่มาก เพื่อพยายามตรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พอมาถึงเราเราก็ต้องตรวจสอบอีกรอบ เราก็เรียกคุณแหม่มเข้ามาคุยแล้วขอเอกสารทุกอย่าง เราก็ได้เห็นบันทึกประจำวันแล้วว่ามีชื่อเขาจริงๆ แล้วมันไม่ใช่แค่ประจำวันอย่างเดียวหลังจากหลังจากที่คู่กรณีไปแจ้งความที่ สน. แล้ว อยากได้มีการไปฟ้องศาล กับคนที่เขาไปร่วมลงทุนด้วยกับคนที่เขาไปร่วมลงทุนด้วย 4 คน แล้วไม่มีชื่อคุณแหม่ม คือตอนที่แจ้งความมีชื่อคุณแหม่มแต่ตอนฟ้องศาลไม่มีชื่อของคุณแหม่มด้วย ซึ่งจริงๆแล้วเป็นเรื่องเดียวกัน 40 ล้าน เหมือนกัน โอนเงินเหมือนกันในวันเดียวกันเป๊ะทุกอย่างไทม์ไลน์เดียวกันเลยแต่ปรากฏว่าไปฟ้องกับจำเลย 4 คน
สุดท้ายเท่าที่ทราบมาศาลที่พิพากษายกฟ้อง อันนี้ก็ได้ขอคุณแหม่มนำเอกสารมายืนยันเหมือนกันว่าคุณแหม่มไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง และก็เช็คไทม์ไลน์ว่าช่วงที่เขาโอนเงินคุณแหม่มอยู่ที่ไหน ทำอะไร ปรากฏว่า ณ ตอนนั้นคุณแหม่มยังไม่รู้จักกับผู้เสียหายทั้งสองคนเลยในตอนแรก และผู้เสียหายที่แจ้งความคุณแหม่มว่าร่วมร่วมกันฉ้อโกงยังไม่รู้จักและไม่เคยเจอกันเลย แต่มาเจอกันหลังจากที่เขาลงทุนกันเรียบร้อยแล้วกับจำเลย 4 คนนั้น ซึ่งตอนที่จ่ายเงินจ่ายทองกันไปคุณแหม่มไม่รู้มารู้จักหลังจากที่เขาลงทุนกันแล้ว พอมีการแนะนำให้รู้จักกับเอเจนซีคนนึงและเอเจนซีแนะนำให้รู้จักกับคู่กรณี ก็ได้เจอกันแค่ไม่กี่ครั้ง แต่เขาก็ไม่เคยเล่าว่าเขาไปลงทุนกันไม่เคยเล่าให้คุณแหม่มฟังมารู้อีกทีเขาโทรโทรศัพท์มาแจ้งว่าคุณแหม่ม เป็นผู้ต้องหาคดีร่วมกันฉ้อโกงแล้ว ซึ่งการโอนเงินโอนไปตั้งแต่ปี 2562 แต่เขาพึ่งมาแจ้งความประมาณปลายปี 2566 และมาดำเนินคดีกับคู่กรณีของเขา ประมาณปลาย ปี 2566 จนศาลพิพากษามาแล้วเราเลยมั่นใจว่าคุณแหม่มมีส่วนเกี่ยวข้องแน่นอน สุดท้ายดูข้อมูลทุกอย่างแล้วที่กล่าวหามาไม่ใช่เรื่องจริง ตอนนี้เราก็ได้มีการฟ้องศาลเรียบร้อยแล้ว ข้อหาแรกแจ้งความเท็จ ข้อหาที่สองแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการก็คือประจำวัน และข้อหาที่สามคือกรรโชกทรัพย์ มาจากการที่เขสบอกคุณอี้ ว่าถ้าอยากเอาชื่อออกจากการเป็นผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงก็เอามาให้2-3ล้าน อันนี้เป็นการกรรโชกและข่มขู่ทางเสรีภาพจะเป็นการดำเนินคดีอาญาส่วนที่สองคือเรื่องชื่อเสียงเพราะคุณแหม่มเป็นดารามายัดเยียดข้อหาให้เป็นผู้ต้องหาอันนี้ก็ได้ฟ้องศาลเรียบร้อยมีไต่สวนวันที่ 21 กันยายน 09:00 น. ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ จะมีคุณอี้ แทนคุณ และคุณนุ๊ก สุทธิดา ไปร่วมเป็นพยาน”

มูลเหตุที่ทำให้คู่กรณีทำแบบนี้ที่กล้ายัดข้อหานี้ให้ อี้ แทนคุณ เผยว่า “ เท่าที่ผมโทรไปคุยเขาเข้าใจว่าคุณแหม่มมีส่วนร่วมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการทางนู้นชักชวนลงทุน แต่คุณแหม่มไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเลยคือเขาไปดีลกันเอง แล้วคุณแหม่มก็แค่บอกว่า ถ้าอยากลงทุนก็ไปจัดการให้เรียบร้อย”
แหม่ม วิชุดา เผยว่า “ เวลาเขาคุยกับพี่อี้เขาก็จะคุยอีกแบบนึง ซึ่งเวลาเค้าคุยกับพี่อี้เขาก็จะบอกว่าเขาไม่รู้เขาคิดว่าแหม่มเกี่ยวข้อง แต่แหม่มมั่นใจว่าเขารู้อยู่เต็มอกว่าแหม่มมีส่วนเกี่ยวข้องอะไร เขารู้อยู่เต็มอกว่าตอนนั้นเขายังไม่รู้จักแหม่มเลย แหม่มถามเค้าว่าไปเอามาจากไหนว่าแหม่มมีส่วนเกี่ยวข้องเขายังตอบไม่ถูกเลย แต่พอเวลาผ่านไปแล้วพี่อี้ไปคุยเขาก็ประนีประนอม เขาก็เลยบอกกับพี่อี้ไปว่าเขาเข้าใจแบบนี้ซึ่งแหม่มมั่นใจ 100%”
ทนายเดชา เผยว่า “ ในเอกสารเขาเขียนว่าคุณแหม่มเป็นผู้ประสานงานพาไปโอนเงิน ซึ่งโอนในปี2562 เกิดที่เขาบอกว่าโดนฉ้อโกงเมื่อเดือน22 พฤศจิกายน 2562 แต่ไปแจ้งความตอน8 ธันวาคม ปี 2566 อาจจะความรู้สึกช้าเกินไปหรือเปล่า ซึ่งเกิดเรื่องมาแล้ว 4 ปีถึงไปแจ้งความ ซึ่งตอนนั้นคุณแหม่มยังไม่รู้จักกับคู่กรณีเลยมันสามารถสืบได้เพราะมีกล้องวงจรปิด ซึ่งเวลาเขาฟ้อง เขาไม่ได้ฟ้องคุณแหม่ม เขาฟ้องคนอื่น“
แหม่ม วิชุดา “เวลาฟ้องเขาฟ้องคนอื่นแต่ให้ตำรวจออกหมายเรียกผู้ต้องหามาให้แหม่ม”
อี้ แทนคุณ “คือทำงานช่วยและไม่ได้มีความเป็นธรรมด้วย“
ทนายเดชา “พอหลังจากเกิดเหตุคุณแหม่มก็พยายามให้ทนายหลายคนไปติดต่อโรงพัก ตอนนั้นเป็นยังไงบ้าง”
แหม่ม วิชุดา เผยว่า “ตอนนั้นตำรวจก็ไม่ได้ฟังอะไร”
ทนายเดชา เผยว่า “ทุกวันนี้มีการฟ้องร้องจนยกฟ้องไปแล้วและไม่ใช่เรา สี่คนที่เอาเงินเขาไปไม่ใช่เรายกฟ้องไปแล้ว แต่ตำรวจลงพรรคสน. ปทุมวันก็ยังดำเนินคดีต่อ”
อี้ แทนคุณ “ร.ต.ท.เดชาพล อ่างคำ โรงพักสน. ปทุมวันซึ่งขึ้นอยู่กองบังคับการ ตำรวจนครบาล6 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงซึ่งเป็นคดีอาญาที่1274/2566 อย่างที่ทนายเดชาพูดเรื่องราวมันผ่านมา 4 ปีแล้วพึ่งมาแจ้งความอายุความของคดีฉ้อโกงนับตั้งแต่รู้ตัวมีแค่ 3 เดือนเอง อันนี้ตำรวจก็ไม่ได้เช็คเลยว่ามันเลยมาเป็นปีแล้ว แล้วจะไปบอกว่าเขาอ้างว่าเพิ่งรู้มันไม่ได้แล้ว เพราะเลยมา 4 ปีแล้ว ซึ่งปกติพนักงานสอบสวนจะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย”

แหม่ม วิชุดา “มีอันนึงที่พี่อี้คุยกับรองผู้กำกับให้คือช่วงที่ระหว่างแหม่มติดต่อขอพบตำรวจท่านร้อยตำรวจบอกว่าไม่ว่าง แหม่มก็เลยทำเป็นหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเราจะขอเข้าพบตามหมายเรียกแล้วก็นัดกันไปเมื่อวันที่ 30 เมษายนปี 2567 รองผู้กำกับก็ประสานมา ว่าให้รอก่อนจากนั้นก็เลยเป็นการคุยกับรองผู้กำกับไป และเมื่อกันยายน ปี 2568 ที่ให้พี่อี้ช่วยคุย ท่านรองผู้กำกับก็พูดเองว่าหมายนี้ออกมาผิด คือต่อให้ผู้เสียหายชี้ตัวว่าจะดำเนินคดีกับคนนี้แต่มันก็ต้องดูพยานหลักฐานด้วยถ้าพยานหลักฐานมีก็ต้องออกหมายเรียกพยานไม่ใช่ออกหมายเรียกผู้ต้องหา
ตัวแหม่มเองก็ใช้ชีวิตยากพยายามทำตัวเข้มแข็งเพราะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองจะพาเวลาจะไปต่างประเทศเวลาออกจากบ้านไปกองถ่ายคือแหม่มไม่รู้ว่าแหม่มจะโดนล็อกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แล้วเมื่อถึงเวลาเวลาที่ที่เราโดนล็อกเราอธิบายอะไรไม่ได้ภาพที่ออกไปมันหนัก และแม่เราก็แก่มากก็ส่งไปที่บ้านแม่แหม่มซึ่งเขาอายุ 80 กว่าแล้ว ถ้าเขามาเห็นจดหมายแล้วเป็นอะไรขึ้นมาใครรับผิดชอบตรงนี้ ผลกระทบหนักหนักคือแพนิคแหม่มบอกเลยว่านอนไม่ได้“
นุ๊ก สุทธิดา “แต่เรื่องนี้เกิดมากี่ปีแหม่มสู้กับเรื่องนี้มาตลอด ตั้งแต่ตอนที่เข้มแข็งหาคนช่วยร้องไห้กลับมาเข้มแข็งและเป็นแพนิกอีก”
แหม่ม วิชุดา “มันก็ขึ้นๆลงๆอยู่แบบนี้แหม่มก็พยายามประคองตัวเองให้ได้แต่มันก็ยาก ส่วนในเรื่องงานคนที่เขาจะยกเลิกงานเราไม่ใช่ว่าเอาเรามาแล้วแล้วค่อยยกเลิก เขาเห็นเรื่องนี้ของเราปุ๊บเขาก็กากบาทเราตั้งแต่แรกแล้ว เพราะเรื่องมันถูกส่งต่อไปในวงการบันเทิง”
อี้ แทนคุณ “เขาเป็นคนในวงการบันเทิงมาตลอดทั้งชีวิตไม่เคยทำอะไรที่ไม่ดีจนวันนึงมีหมายจากตำรวจมามีคดีความมาเขาก็มีความกังวล ส่วนเรื่องที่แหม่มแจ้งความดำเนินคดีกับคนที่ไปต่อว่าที่สนามบิน ได้ไปร้องทุกข์กับ พนักงานสอบสวนว่านางสาว ร. ได้กระทำการหมิ่นประมาทเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2566 ปรากฏว่านางสาว ร. ได้พูดคำว่าโกง โกง ไอ้ขี้โกง ซึ่งได้ตะโกนตลอดหลายครั้งท่ามกลางประชาชนที่อยู่ในละแวกนั้นทำให้เกิดความเสียหายและความอับอายรวมถึงความทุกข์ใจว่าทำไมถึงมาประจานหรือต่อว่าทั้งที่ไม่ได้กระทำความผิด แจ้งความเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2567 แจ้งความไปแล้วยังไม่ได้มีการสอบสวน”
ทนายกุ้ง “ในส่วนของที่มาตะโกนด่าเราแจ้งความเขาข้อหาหมิ่นประมาทที่มาด่าด้วยรวมถึงการส่งเอกสารเป็นกระดาษหมายศาลเลขคดีและตัดเอาหางที่มีชื่อของคุณแหม่มส่งไปให้กับเพื่อนในวงการบันเทิง”
แหม่ม วิชุดา “ผลกระทบต่องานตอนนี้เราผันตัวไปทำงานขายของออนไลน์ส่วนใหญ่เลย ”
นุ๊ก สุทธิดา “งานหายไปหรือเปล่าไม่รู้แต่เพื่อนที่ได้รับหมายนี้ก็ยังเชื่อแล้วก็เตือนว่าให้หยุดเดี๋ยวนี้”
แหม่ม วิชุดา “ใช่ เพื่อนเราตั้งแต่เด็ก บอกว่าจะเคลียร์ให้เขาใหญ่มากเลย ว่าคนคนนี้เขาใหญ่มากเลย เขาพูดแบบนี้กับเราเราก็ไม่รู้ว่าเขาไปฟังอะไรมาแต่พอเราได้ยินแล้วเราก็ใจไม่ดี พอเราได้ยินคำว่าตกเป็นผู้ต้องหาเราก็รู้สึกว่ามันกลายเป็นติดคุกได้เลย วันนี้ก่อนออกจากบ้านก็แพนิก และไม่รู้ว่าจะออกมานั่งอยู่ตรงนี้ได้หรือเปล่าแต่โชคดีอาจารย์บอกเราว่าไม่ต้องเครียด ทำให้มันเป็นเรื่องสนุกเราไม่ใช่คนนั้นเราคนละคนกันเราก็เลยโอเคขึ้น”
ในส่วนของการฟ้องกลับคู่กรณี “ทนายกุ้ง” เผยว่า “ กระบวนการตอนนี้เรายื่นฟ้องไปแล้วในวันที่9เดือนนี้ และมีนัดไต่สวนวันที่ 21 กันยายนเวลา 09:00 น. ณ ศาลอาญากรุงเทพใต้ ตอนนี้อยู่ระหว่างการส่งหมายศาลไปให้กับจำเลยทั้งสามคน ก็จะมีนักธุรกิจซึ่งเป็นคู่สามีภรรยา และทนายความในเรื่องของกรรโชกผ่านทางคุณอี้ แนวโน้มมั่นใจแค่ไหนว่าจะชนะคือเรามีหลักฐานมีทั้งคลิปเสียง ไทม์ไลน์ และหลักฐานต่างๆที่ยืนยันว่าคุณแหม่มไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง เอาง่ายง่ายว่าถ้าเรื่องไหนที่มันไม่ใช่เรื่องจริงไปแจ้งความกลั่นแกล้งให้คนอื่นได้รับโทษทางอาญามันก็ผิดอยู่แล้ว อันที่สองที่ใบแจ้งความเป็นเท็จมันก็ไม่มีเรื่องจริงเลยไม่ได้เกิดขึ้นเลยอันนั้นคือข้อหาที่สอง แล้วส่วนที่สาม คือตอนที่คุยว่าถ้าไม่จ่าย 2-3ล้าน จะดำเนินคดีมันก็เป็นในเรื่องของเสรีภาพของคุณแหม่มด้วยมันก็ผิดอยู่แล้วเห็นชัดชัดเรามั่นใจว่าเราฟ้องไปหลายข้อหาต้องโดนซักข้อหานึง“
อี้ แทนคุณ “เป็นในเอกสารที่ศาลยกฟ้องกรณีที่คู่กรณีไปฟ้องสี่คนซึ่งไม่มีคุณแหม่มอยู่ในนั้นข้อสังเกตคือว่าถ้าคุณแหม่มผิดจริงๆเค้าก็ควรจะฟ้องตรงกับคุณแหม่มต่อศาลด้วย ปรากฏว่าไม่มีการฟ้องตรงต่อศาลเลยและถึงฟ้องไปศาลก็ยกฟ้องโดยศาลให้เหตุผลสั้นๆว่า จริงๆแล้วทั้งหมดร่วมกันลงทุนและเหตุดังกล่าวเป็นความขัดแย้งทางธุรกิจโดยโจทก์ทั้งสองคือผู้ร่วมลงทุนในฐานะผู้ร่วมลงทุนหรือผู้ถือหุ้นในบริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามแผนธุรกิจซึ่งหากโจทก์ทั้งสองเห็นว่าบริษัทดำเนินการมิชอบด้วยกฏหมายหรือขัดต่อมติที่ประชุมหรือของผู้ถือหุ้นหรือขัดต่อวัตถุประสงค์ นิติบุคคลประการใด รวมถึงการถอนเงินลงทุนหรือโจทก์ได้รับการเสียหายประการใดก็ต้องไปว่ากล่าวกันในทางแพ่งอันนี้คือสาระสำคัญ อันนี้ขนาดเป็นตัวการตรงตรงที่เค้าไปแจ้งความฟ้องต่อศาลยังหลุดหมดเลยแล้วคุณแหม่มที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรเลย ยังพ่วงได้ยังไงตำรวจไปพ่วงได้ยังไง คู่กรณีไปพ่วงได้ยังไงเพราะฉะนั้นนี่คือเอกสารสำคัญผมเช็คแล้วพี่กุ้งพี่เดชาเช็คแล้วเรียกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ”

แหม่ม วิชุดา เผยว่า “หลังจากที่ได้คุยกับพี่อี้เสร็จแล้วว่าทางตำรวจแจ้งว่าหมายนี้ต้องออกมาเป็นพยานไม่ใช่ผู้ต้องหาแหม่มก็เลยไปขอความเป็นธรรมกับปปท. แล้วเรื่องที่มีการออกหมายมาผิดพลาด ล่าสุดปปท. ส่งเรื่องไปให้ปปช. ดำเนินคดีและปปช. ก็มีมติมาให้ปปท. การต่อได้เลย จริงๆแหม่มมาตรงนี้อยากขอบคุณทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการช่วยเหลือแหม่มมากๆเพราะที่ผ่านมาแหม่มขอให้คุณช่วยแหม่มมาตลอด เพราะแหม่มไม่รู้ว่าสิ่งที่แหม่มเจอมันคืออะไร พยายามขอให้คนนั้นคนนี้ช่วย ตลอดแต่พอถึงเวลาจริงๆทุกคนก็บายหมดอาจจะเป็นเพราะเราติดอยู่กับการที่เรามีหมายแล้วจริงๆซึ่งส่วนใหญ่แล้วเค้าก็จะคิดว่าการที่เรามีหมายออกมาเราก็ต้องมีมีความผิด โชคดีที่พี่กุ้งและทนายเดชารับฟังแหม่ม และขอเอกสารเหล่านี้จากแหม่ม ทำให้แหม่มมั่นใจว่าแหม่มไม่ได้ทำอะไรผิดจริงๆ”
ทนายกุ้ง “การคู่กรณีไปเบิกความในศาลที่เขาฟ้องสี่คนนั้นนั้น มันไม่ได้เกี่ยวถึงคุณแหม่มเลยไม่ได้มีการพูดถึงชื่อคุณแหม่มเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ว่าจะเป็นทุกพยานทุกปาก ในบทความ ไม่ว่าจะเป็นโจทก์หรือจำเลยในคดีที่เขายกฟ้องไปแล้ว ไม่มีไทม์ไลน์เกี่ยวข้องกับคุณแหม่มเลย เราเชื่อมั่นใจว่าเขาคงเข้าใจคุณแหม่มประสานงานให้ ซึ่งคุณแหม่มบอกว่าไม่รู้จักเลย อาจจะเพราะเขาเห็นว่าคุณแหม่มเป็นดารามีชื่อเสียงหรือเปล่าคิดว่าคุณแหม่มคุยง่ายไม่เข้าใจว่าทำไมเค้าถึงไปเข้าใจแบบนั้นว่าคุณแหม่มประสานงาน”
แหม่ม วิชุดา “สมมุติว่าถ้าเขา รู้ว่าแหม่มผิดจริง แล้วจะมาเรียกเงิน2-3ล้าน เพื่ออะไรทำไมไม่ดำเนินคดีแหม่มไปเลยมาเรียกเงินแหม่มแล้วบอกกจะเอาชื่อออกให้ก็ได้อย่างนี้เขาก็ต้องรู้สิว่าแหม่มไม่ผิดถ้าแหม่มผิดก็ดำเนินคดีแหม่มมา”

ถามว่ามองว่าเป็นขบวนการไหม ” นุ๊ก สุทธิดา”เผยว่า “คือโดยส่วนตัวเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของเราสองคนว่ามันเหมือนขบวนการ เพราะว่ามันมีแก๊งสำหรับที่ทำลายชื่อเสียงส่งต่อข้อมูลที่มันไม่จริง มีอีกฝั่งนึงเอาไปแจ้งและตะโกนด่าความรู้สึกของคนที่โดนกระทำมันก็รู้สึกอยู่แล้วว่าเหมือนเราตกอยู่ในขบวนการอะไรซักอย่างหรือเปล่าอันนี้คือความรู้สึกของเรา”
ในส่วนของการฟ้องได้มีการเรียกค่าเสียหายไหมทนายกุ้งเผยว่า”ยังไม่เรียกค่ะอันนี้ฟ้องอาญาล้วนๆ เอาเข้าคุกอย่างเดียว เราขอดำเนินคดีก่อนดีกว่าอันนี้เป็นเรื่องของชื่อเสียงและเสรีภาพและหลายอย่างที่ทำให้คนเข้าใจผิดไปทุกวงการอย่างน้อยอยากให้คุณแหม่มพิสูจน์ความบริสุทธิ์ก่อนว่ามันไม่ได้เกี่ยวข้องเลยในส่วนเรื่องค่าเสียหายเดี๋ยวเราค่อยว่ากัน”
อี้ แทนคุณเผยว่า “มาตราที่ฟ้อง 137, 172, 173,174, 267 คือผู้ใดแจ้งให้เจ้าหน้าที่เจ้าพนักงานกระทำตามหน้าที่จดข้อความเท็จลงในเอกสาร และข้อสำคัญคือ 337 ก็คือผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้หรือยอมจ่ายให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือโดยขู่เข็นว่าจะทำอันตรายต่อชีวิตร่างกายและเสรีภาพและชื่อเสียง ก็คือกรรโชก”
แหม่ม วิชุดา เผยว่า “ ที่ออกมาพูดวันนี้ แหม่มอยากพูดให้เป็นประโยชน์กับคนที่ดูข่าวนี้ ใครที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับแหม่ม จะต้องทำยังไง จะต้องเยียวยารักษาจิตใจตัวเองขนาดไหน เพราะแหม่มเชื่อว่าคนที่จิตใจแย่จิตใจไม่ดีไม่ดีและหาทางออกด้วยทางผิดๆก็อาจจะมี เพราะฉะนั้นมาหาอาอาจารย์กุ้งกับอาจารย์เดชา”
ทนายกุ้ง “ เนื่องจากว่ามีหลายคนไม่ว่าจะเพื่อนสนิทในวงการก็เข้าใจผิดและตราหน้าว่าร่วมกันฉ้อโกงไปแล้วถ้า ไม่ออกมาพูดวันนี้หรือป้องกันสิทธิ์ตัวเองหรือฟ้องฟ้องศาลทุกคนก็จะไม่เชื่อถือและจะเข้าใจผิดไปแล้วว่าร่วมกันฉ้อโกง”
แหม่ม วิชุดา “ ฝากถึงคู่กรณีเราก็เคยพูดไปแล้วและขอย้ำอีกสักรอบว่าก็ไม่รู้ว่าอะไรดลจิตดลใจให้คู่กรณีมาทำแบบนี้ เราไม่เคยมีปัญหาไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งคุณรู้รู้อยู่เต็มอกว่าแหม่มไม่เคยไปเอาเงินของคุณมาไม่เคยโกงเงินคุณไม่เคยชักชวนคุณไปทำอะไรแบบนั้นเลย เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นแต่คุณดำเนินคดีกับแหม่มข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ส่งหมายเรียกผู้ต้องหาไปที่บ้านแม่แหม่ม ที่อายุ 80 กว่า แม่แหม่มแก่มากแล้วคุณทำแบบนี้กับแหม่มคือคุณทำร้ายแหม่มมากทั้งที่แหม่มไม่เคยทำอะไรให้คุณเลยคุณคิดผิด แถมยังส่งให้คนอื่นไปด้วยใครที่อยู่ในกระบวนการทั้งหมดทุกคนที่ร่วมมือกันทำร้ายจิตใจแหม่มทำร้ายชีวิตแหม่มให้แหม่มต้องมาอยู่ในจุดนี้คุณคิดผิด”
ทนายกุ้ง เผยว่า “ ตอนนี้เรามีอีกคนที่ไปเป็นพยานให้ด้วยก็น่าจะเป็นคนที่ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีแรกที่เขาไปลงทุนกันเองซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเราเขาก็ยินดีไปเป็นพยานให้ว่าคุณแหม่มไม่ได้เกี่ยวข้อง และไม่ได้ประสานงานรู้เรื่องอะไรตามที่คู่กรณีบอก”
แหม่ม วิชุดา “ ฝากถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ท่านคะ หนูใช้ชีวิตลำบากและเดือดร้อนมากการที่หนูได้ได้รับหมายเรียกผู้ต้องหาแบบนี้มาและไม่ได้รับเรียกให้เข้าไปสู้หรือชี้แจงและค้างแบบนี้มา สองปี อยากให้ท่านช่วยให้ความเป็นธรรมตรงนี้ด้วย”
อี้ แทนคุณ “ ผมจะไปเป็นพยานในส่วนที่เขาพูดว่าถ้าอยากให้เอาชื่อคุณแหม่มออกให้จ่าย2-3ล้าน เพราะผมเป็นคนโทรไปคุยเอง”
ทนายกุ้ง “ และของคุณนุ๊ก เรื่องที่ไปโดนด่าที่สนามบินมาตรา 267 มีการ แจ้งข้อความเป็นเท็จลงในเอกสารราชการแล้วยังนำไปใช้เป็นพยานหลักฐานคือส่งต่อไปยังบุคคลที่สามอันนี้คุณนกได้รับเอกสารฉบับนี้ซึ่งคุณแหม่มเขาก็เสียหายถึงได้ฟ้องมาตรานี้เข้าไปด้วย 267 และฟ้องตำตรวจ มาตรา157 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ“




