หลังสร้างความห่วงใยให้แก่แฟนคลับด้วยการออกมาประกาศพักรับงานเพื่อเข้ารับการรักษาอาการป่วยทางใจ ล่าสุดนักแสดงสาวหุ่นแซ่บ “ยิปซี-คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์” ได้เดินทางมาร่วมงานแถลงข่าว Grand Opening DreamRiva Surgery Center ณ โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน ภายใต้คอนเซปต์ “I Woke Up Like This” พร้อมเปิดใจอัปเดตอาการภาวะซึมเศร้า กระบวนการรักษา สภาพจิตใจในปัจจุบัน รวมถึงแพลนการมีบุตรและงานในวงการบันเทิงไว้อย่างละเอียด
โดย ยิปซี คีรติ อัปเดตสุขภาพจิตในตอนนี้ว่า “ตอนนี้ดีขึ้น ล่าสุดก็ไปตรวจมาน่าจะประมาณเดือนกว่าแล้วค่ะ ช่วงนั้นก็หมอบอกว่าเป็นเป็นภาวะซึมเศร้า แต่ว่าเราเคยเป็นโรคนี้อยู่แล้ว เราก็เลยไม่ได้ตกใจมาก เพราะว่ามันเป็นโรคเก่า ก็แค่กลับมากินยาแล้วก็รักษาต่อ จริงๆ เคยเป็นทั้งซึมเศร้าและแพนิคแล้วก็เคยกินยารักษาแล้ว ทีนี้พออาการเราดีขึ้นคุณหมอก็เลยให้เหมือนค่อยๆ ถอยแล้วก็หยุด และพี่ก็หยุดมาได้ประมาณครึ่งปีค่ะ แต่ว่าพอหยุดแล้วเหมือนกับมันเริ่มกลับมา ก็เลยกลับไปรักษาต่อ”
“ความรุนแรงในรอบนี้ไม่เท่ากับรอบก่อน รอบที่แล้วหนักกว่า อาจจะเพราะรู้ตัวเร็ว กลับไปกินยาเร็ว ไม่ปล่อยให้ตัวเองพังหรือแย่ก่อน สัญญาณตอนนั้นที่เรารู้ก็คือเราเริ่มพฤติกรรมเปลี่ยน การนอนเปลี่ยนไป ความอยากอาหารไม่มีเลย แล้วก็เริ่มเก็บตัว เริ่มไม่มีความสุขกับสิ่งที่เคยมีความสุข กิจกรรมที่เคยชอบทำก็ไม่อยากทำแล้ว จริงๆ เป็นคนขยันมาก แต่ว่าช่วงนั้นจะลุกจากเตียงไม่ขึ้นเลย แล้วเรารู้ว่าเฮ้ยมันไม่ใช่นิสัยเรา เพราะปกติเราเป็นคนชอบทำงาน เราก็เลยรู้สึกว่ามันไม่ใช่แล้ว เลยลองไปพบคุณหมอ”
“ตอนนี้ดีขึ้นประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ (คนดูไม่ออก เพราะว่าเราดูสดใส?) ช่วงที่ไม่สดใสเราไม่ได้ถ่ายรูปลง ช่วงนั้นก็คือเราหายไปเลย ไม่เล่นโซเชียลไม่อะไร เราก็หายไปพักโซเชียลดีท็อกซ์เลย แต่ว่าช่วงนั้นที่เราเศร้า เราก็ลงรูปเศร้าบ้าง เพราะโซเชียลคนมักจะเห็นแค่ด้านเดียว ก็คือด้านที่มีความสุขของหลายๆ คน เราก็เลยจะมีช่วงที่เราลงภาพโชว์ด้านที่อ่อนแอของเราบ้างว่าวันที่เราแย่ วันที่เราร้องไห้ ไม่อยากให้คนเปิดโซเชียลแล้วรู้สึกว่าทุกคนมีความสุขจังเลย ดูพี่ยิปซีสิเขามีความสุขจังเลย เขาได้ไปเที่ยวทะเล มันเป็นความจริงด้านเดียว บางทีมันก็ไม่ได้เฮลตี้สำหรับคนที่เสพเหมือนกัน”
“วิธีการปรับตัวและการบำรุงรักษาใจ กินยาด้วยส่วนหนึ่ง แต่ว่ายาก็ไม่ใช่ทั้งหมด ไลฟ์สไตล์หรือว่าการปรับ mindset หรือว่าการดูแลจิตใจด้านอื่นก็สำคัญ อันนี้ก็ต้องหาที่เหมาะกับแต่ละคนเลยเพราะว่าจิตใจคนเรา มันอาจจะจูนกับอะไรได้ไม่เหมือนกัน ส่วนตัวเราก็ปฏิบัติธรรม ใช้ธรรมะร่วมด้วย แล้วก็หานักจิตบำบัดก็ทำ ก็คือลองเปิดกว้างค่ะ ลองทุกอย่างและอะไรที่เหมาะกับเราเราก็เก็บไว้ทำต่อ”

(สามีมีส่วนช่วยให้กำลังใจยังไงบ้าง?) “เขาก็จะ supportive อยู่แล้ว ด้วยความที่เราเป็นโรคนี้มานานก่อนที่จะพบเขา เขาจะรู้อยู่แล้วว่าเราเป็นโรคประมาณนี้และเขาก็เข้าใจ เวลาที่เรามีอาการหนักๆ เราจะไม่เอาตัวเองไปทำร้าย เราไม่อยากทำร้ายคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน หรือคนที่เรารัก หรือสามี แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆ นานๆ ทีเราถึงจะขอความช่วยเหลือ เราสื่อสารชัดเจนมากว่าเธอไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ต้องคิดว่าตัวเองจะต้องมาเป็นผู้กอบกู้เรา จริงๆ มันเป็นสิ่งที่คุณหมอจะช่วยเราแล้วก็เราต้องช่วยตัวเอง มันไม่ใช่หน้าที่ของเขา เขาไม่ใช่แพทย์ เขาทำได้ดีที่สุดคือเป็นเพื่อนและให้กำลังใจและอยู่แถวนั้น ไม่ต้องตัวติดกับเราก็ได้ ถ้าเราไม่ไหวเดี๋ยวเรายกมือหาเอง”
“PMDD ไม่สนุกเลย เป็นผู้หญิงแค่เป็นประจำเดือนที่มีอารมณ์ PMS แรงมากๆ ก็แย่แล้ว และแบบทุกเดือนยังต้องมีความคิดในการที่จะแบบอยากจบชีวิตตัวเองอีก เราเข้าใจว่ามันหนักมากๆ อยากให้ลองหาข้อมูลลองปรึกษาแพทย์ เข้าใจตัวเองเยอะๆ อย่าโทษตัวเอง เพราะว่าปัจจัยที่มันเป็นทางฮอร์โมนทางเคมี มันเหนือความควบคุมจริงๆ เอาเป็นว่าคนที่ไม่เคยเจอจะไม่รู้ว่ามันยากและหนักแค่ไหน”
“ผลกระทบต่องานและการรับงานแสดงในอนาคต คิดว่าน่าจะมีผลบ้างนะ แต่ว่ารู้สึกว่าการที่เราเลือกที่จะพักเพื่อให้ตัวเองได้ฟื้นฟูอ่ะ มันคือการแสดงออกกับตัวเองในว่าเรารักตัวเองอยู่ งานแสดงเป็นสิ่งที่เรารู้สึกว่าเราคิดถึงมากๆ แต่ก็แบบลังเลสองจิตสองใจมากๆ เลย เพราะว่ามันเล่นกับอารมณ์ มันเล่นกับเคมีและมันเอฟเฟกต์ตรงนี้โดยตรง คอร์ติซอลมันหลั่งแล้วมันไม่รู้ นี่แสดงมันหลั่งจริง เราก็กลัวๆนิดหนึ่ง คอเมดี้น่าจะดี เพราะว่าเราจะได้แบบสุขตลอดเวลา (หัวเราะ) ไม่กล้าสัญญากลัวทำไม่ได้ ถ้าเกิดเป็นอะไรโปรเจกต์สั้นๆ มันเหมาะกับช่วงแบบสภาพเราในช่วงนั้นจริงๆ ก็ยินดีค่ะ”

“แพลนเรื่องการมีลูก จริงๆ ก็คือช่วงที่เราหายจากเป็นแพนิคก็มีการวางแผนว่าอาจจะลองมีลูกดูแบบธรรมชาติ แต่ว่าด้วยความที่ว่ากลับมาป่วยอีก แล้วยาที่เรารักษาที่กินอยู่ในตอนนี้ไม่เหมาะกับการมีบุตร มีการคุยกับสามี จริงๆ ก็เริ่มถอยยา เพราะกะจะมีลูกแบบธรรมชาติดู แต่ว่าไม่เป็นไร ไม่ได้ซีเรียส สามีเข้าใจ สามีเขาก็บอกว่าเอาให้ตัวยูปลอดภัยและโอเค เราไม่อยากกดดันตัวเอง เราเชื่อว่าทุกอย่างที่เกิดมีเหตุปัจจัยในการเกิดขึ้น เราไม่ได้ฟันธงซีเรียสว่าเราจะต้องมีลูก 100 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเกิดว่าถึงวันที่พร้อม เราสุขภาพดีหายเร็วแล้วมีลูกขึ้นมาก็ดี แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร เขาโอเคกับการที่ชีวิตนี้จะไม่มีลูก เขาก็ยังแฮปปี้กับเราอยู่ดี”
“ขอบคุณทุกกำลังใจมากๆ นะคะ เราได้รับกำลังใจเยอะมากขอบคุณทุกคนจริงๆ เราขอส่งความตั้งใจอันดีกลับไปอยากให้ดูแลตัวเองดีๆ โลกช่วงนี้มันไวมากๆ มันง่ายมากๆ ที่คนเราจะป่วยทางใจค่ะ และมันไม่สนุกเลย มันเหนื่อยมากๆ แล้วมันก็มันใช้เงินในการรักษาเยอะค่ะ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้ทุกคนดูแลตัวเองแล้วกัน แล้วก็ไม่อยากให้ใครมาอยู่ในจุดที่เราผ่านค่ะ”





