ยังคงเป็นประเด็นที่แฟนๆ ให้ความสนใจและส่งกำลังใจให้อย่างต่อเนื่อง สำหรับกระบวนการทางกฎหมายของพิธีกรและนักร้องสาวอารมณ์ดี “เป็กกี้ ศรีธัญญา” กับอดีตคนรัก ล่าสุดในงานประกาศรางวัล “นาคราช อวอร์ด ครั้งที่ 8” เจ้าตัวได้ออกมาเปิดใจอัปเดตความคืบหน้าของคดีความหลังยืดเยื้อมานานเกือบ 9 เดือน โดยเผยว่าอีกฝ่ายได้นำเงินมาวางศาลเรียบร้อยแล้ว หลังชักเย่อขอผัดผ่อนมาหลายนัด และเตรียมเข้าสู่ขั้นตอนการนัดสืบพยานในเดือนมกราคมปีหน้า

โดย เป็กกี้ ศรีธัญญา เผยว่า “ตอนนี้ก็ประมาณ 8 เดือน เข้าเดือนที่ 9 แล้ว ตั้งแต่ไปเจอกัน ตั้งแต่วันรับหมายศาล ไปนัดแรกคือไกล่เกลี่ยก่อน ไกล่เกลี่ยกันไม่ลงตัวด้วยตัวเงิน สำหรับเราเรารู้สึกว่าแอบสูงไปเยอะมาก ก็เลยรู้สึกว่าไม่ไหว งั้นก็ดำเนินคดีแล้วกัน ก็ดำเนินขั้นตอนการฟ้องร้อง แต่ทีนี้ขั้นตอนการฟ้องร้อง มันจะต้องมีตัวตั้งของทรัพย์ทั้งหมด ว่าเขาจะตั้งทรัพย์มาที่เท่าไหร่ ทีนี้เขาก็ตั้งทรัพย์มาค่อนข้างสูง ศาลก็ต้องให้วางเงิน เพราะว่าคดีเนี่ยมันไม่มีเหตุให้เป็นอันฟ้อง คือเดิมทีมันฟ้องไม่ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าจะฟ้องต้องวางเงินที่ศาลค่ะ

หลังจากนั้นเขาก็บอกว่าไม่สะดวกวางเงิน เขาก็เลยจะไม่วางเงินศาล ทำการผัดศาลมา 1 นัด พอนัดที่ 2 ก็ยังไม่วาง ผัดไปอีก 1 นัด จนถึงรอบล่าสุดเนี่ยค่ะ ศาลก็บอกว่าไม่สามารถผัดผ่อนได้แล้ว จะต้องเอาเงินมาวางศาล ทางฝั่งโจทก์ก็บอกว่าไม่สะดวกวางศาล ขอผ่อนได้ไหม ศาลก็บอกผ่อนไม่ได้ ต้องวางเงินศาลถึงจะดำเนินคดีได้ จริงๆ แล้วควรจะจบตั้งแต่นัดนั้นแล้ว แต่ว่าศาลท่านก็มีเมตตาค่ะ ศาลท่านก็ต่อเวลาให้อีก 10 วัน ทีนี้หลังจาก 10 วันเสร็จปุ๊บ พอมาเจออีกนัดหนึ่ง เขาก็เอาเงินมาวางศาล ทีนี้ก็สู่ขั้นตอนการต่อสู้ดำเนินคดีซึ่งกันและกัน แล้วก็จะนัดสืบพยานเดือนมกราคมปีหน้า แต่ว่าวันที่ยังไม่ได้กำหนดมา

ส่วนเรื่องจำนวนเงินอันนี้ขอไม่พูดตัวเงินแล้วกัน เพราะว่าทนายบอกว่าห้ามพูดตัวเงิน ห้ามพูดจำนวนเงิน มันมีเกี่ยวกับรูปความของคดี เขาไม่ให้พูดตัวเงินค่ะ ก็สูง สำหรับเป็ก เป็กถือว่าสูงมาก ถามว่ามันสูงขนาดที่ไม่สามารถเอาไปวางได้ จนต้องขอเลื่อนศาลเลยเหรอ สำหรับเป็กคิดว่ามันก็ประมาณหนึ่ง เป็กว่ามันก็สูงอยู่ค่ะ แต่ว่าสำหรับเป็ก เป็กก็น่าจะวางได้ (ถ้าถามถึงเหตุผลที่เขาไม่สามารถนำเงินไปวางค่าธรรมเนียมศาลได้ ตอนแรกเขายื่นกับศาล สิ่งที่โจทก์บอกอะนะคะ ว่าโจทก์ขาดทุนทรัพย์ ฟังแล้วก็รู้สึกว่าเออ ไม่วางก็ดีค่ะ จะได้จบๆ กันไป แต่เขาก็หาเงินมาวางได้

หลังเห็นจำนวนเงินที่อีกฝ่ายเสนอมา ก็ขำค่ะ รู้สึกว่าโอ้โห เยอะขนาดนี้เลยเหรอ เพราะถ้าเกิดว่าจะฟ้องกันแล้วถ้าได้จริงๆ เงินเยอะขนาดนี้ก็คือ ณ ตอนนี้ก็ต้องทำบัตรคิว เพราะคนก็คงอยากมาเป็นแฟนเป็กกันหมด เพราะว่าเป็นแฟนเป็กแล้วได้เงินเยอะ ตอนนี้ถ้าถามว่าเครียดไหม หนูเลยความเครียดมาไกลมากแล้ว คือเดิมทีเนี่ยแน่นอน เครียดมาก โคตรเครียด เครียดแบบสุดๆ ไม่รู้จะเอายังไงดี ผิดหวัง เสียใจ หลายอย่างมากเลย แต่ตอนนี้ถามว่าหนูเครียดไหม ตอนนี้หนูไม่เครียดแล้ว หนูคิดว่ามันเป็นเรื่องประจำวันในชีวิตที่เราต้องรับมือ แล้วเราก็ต้องฝ่าฟัน ให้มันดีที่สุดสำหรับเรา ไม่ว่าผลจะออกมาเราจะแพ้หรือเราจะชนะ ถ้าเราชนะเราก็ยินดี แต่ถ้าเกิดเราแพ้ เราก็ว่ากันไปตามนั้น ตามกระบวนการค่ะ แต่ว่าสุดท้ายแล้วเป็กว่าสู้กันให้มันสิ้นสงสัยไปซะก็ดี จะได้ไม่ต้องกลับมามีข้อสงสัยต่อกัน ตอนนี้ก็ไม่ได้เครียดอะไรแล้ว แล้วก็ไม่ได้กังวลอะไรเลยค่ะ จิตแจ่มใสมาก

กว่าจะผ่านจุดนั้นมาได้ ก็ยากค่ะ อันนี้ต้องบอกตรงๆ ว่าค่อนข้างยากมาก ก็มีความไม่สบายเข้ามาด้วย เพราะว่าตอนแรกอะเป็กคิดว่า เป็กจะรับมือกับเรื่องนี้ไหว แต่สุดท้ายกลายเป็นว่าเป็กรับมือกับเรื่องนี้ไม่ไหว เราก็ไม่รู้ตัว จะรู้ตัวอีกทีคือเราไม่สบายแล้ว เราเป็นแพนิกแบบรุนแรง รู้ตัวอีกทีคือรุนแรงแล้ว อยู่ดีๆ ก็กังวล สมมติขึ้นลิฟต์ อยู่ที่แคบก็กังวล ไปย้อมผม เวลาเอายาย้อมผมทาปุ๊บ มันรู้สึกตึ๊บ ก็กังวล ในใจมันคิดอย่างเดียวเลยคือ จะตายแล้ว จริงๆ แล้วมันไม่ตาย ต้องบอกเลยว่าโรคแพนิกคือเป็นโรคที่น่ารำคาญ และทรมานมาก

สุดท้ายพี่ส้ม คุยแซ่บ ก็แนะนำนักจิตมาให้ ก็ได้คุยกับนักจิต โทร. คุยกับนักจิตทุกวัน วันละชั่วโมง แล้วก็ค่อยๆ ลดทอนไปเรื่อยๆ แล้วนักจิตเขาก็มีวิธีแนะนำเรา เพราะว่าเป็กอะไม่อยากกินยา รู้สึกว่าอาชีพอย่างเป็กมันต้องใช้สมอง และความสุขที่จะมอบให้กับคนอื่นก็กลัวกินยาแล้วจะช้า ก็มีโอกาสได้เจอน้องชาล็อต ออสติน เขาก็เป็นแพนิก ถามว่าชาล็อตได้ทานยาไหม เขาบอกว่าไปหาคุณหมอแล้วทานยา เป็กก็เลยอยากรู้ว่าการทานยาแพนิกเนี่ยช้าไหม ชาล็อตเขาก็หันมาตอบเป็ก แล้วก็ทำให้เป็กมั่นใจว่าเป็กจะไม่กินยา เพราะว่าชาล็อตตอบว่า ก็ไม่ช้านะคะพี่ แต่กว่าจะหันมาได้หลายวิมากเลยค่ะ (หัวเราะ) เราก็เลยเอามือทาบอก ไม่น่าจะดีสำหรับเราละ มันมีวิธีอื่นไหม

ก็นอกจากพบนักจิตแล้วก็นั่งสมาธิ สวดมนต์ ออกกำลังกายด้วย พอรักษา พอบำบัด พอดีขึ้น ณ ตอนนี้ถึงบอกว่าหลุดจากความเครียดไปแล้วเลย ไปสู่อีกมัลติเวิร์สหนึ่ง ตอนนี้พุ่งเป้ากับการทำธุรกิจมากๆ เพราะว่าตอนนี้เพิ่งเริ่มต้นการทำธุรกิจ มีการไปเรียน ไปเทกคอร์ส ตอนนี้ก็พุ่งเป้าไปตรงนั้น เผื่ออนาคต อันนี้เราไม่รู้ การสู้คดีมันมีแพ้มีชนะ เผื่อแพ้จะได้มีเงินจ่ายเขา ถ้าชนะก็ถือว่าเราก็ได้ทำงานหาตังค์ให้กับตัวเอง

ส่วนโอกาสแพ้ชนะ อันนี้เรายังไม่รู้เลยค่ะ มันยังไม่ได้สืบเลย แต่ว่าใน ในความเป็นไปได้ เขาบอกว่าแบ่งทรัพย์ในฐานะที่ทำมาหาได้ร่วมกัน แต่ทีนี้ถ้าทำมาหาได้ร่วมกันในความคิดของเป็ก ซึ่งอันนี้ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับกฎหมายหรือเปล่า แต่ในความคิดของเป็ก คือถ้าทำธุรกิจแล้วช่วยกันทำ โอเคเป็กว่าอันนั้นถือว่าเป็นการทำมาหาได้ร่วมกัน แต่อันนี้เป็กเป็นพิธีกร เป็นนักแสดง นักร้อง หมายความว่า ณ ตอนที่ไปทำงาน เป็กทำด้วยความสามารถของตัวเป็กเอง อันนี้ตรงนี้ก็ไม่รู้ว่ายังไง ก็ต้องไปให้ศาลท่านพิจารณา

ถ้าตัวเลขในใจก็… ตอนนี้มันเป็นคดีแล้ว สุดท้ายแล้วก็ต้องเป็นที่ศาลสั่ง ถ้าเราแพ้นะคะว่าจะต้องจ่ายเท่าไหร่ ถ้าถามว่าคิดว่ากี่เปอร์เซ็นต์ที่เขาควรจะได้ เป็กคิดว่า ตั้งแต่เขาออกไปจากชีวิตเป็กอะค่ะ เขาก็ไม่ควรได้อะไรเลย เพราะว่าระหว่างอยู่ด้วยกัน เป็กก็ทำหน้าที่ของเป็กอย่างเต็มที่แล้ว ทำงานอย่างเต็มที่แล้ว ดูแลคนที่อยู่ภายใต้อานัติเป็กอย่างเต็มที่แล้ว กับคนนี้ก็เรียกว่าตัดขาดจากกันโดยสมบูรณ์แล้วในความรู้สึก คิดว่าเป็นคำนั้นมากกว่า ตัดขาดด้วยความสมบูรณ์แล้ว เป็กไม่ได้รู้สึกอะไรแล้ว แล้วก็อันนี้บอกตรงๆ ว่าไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองอะไรแล้วด้วย เขาสำหรับเป็กนะคะ คือความว่างเปล่าไปแล้ว เป็กก็ขออโหสิกรรมให้ แล้วก็ขอให้เขาอโหสิกรรมให้เป็กด้วย ทุกครั้งที่ทำบุญเนี่ย จะอธิษฐานตลอดเลยว่าขอให้เขาเจริญขึ้น ถามว่าเจออีกฝ่ายบ้างหรือยัง ก็เจอกันมาบ้างแล้วค่ะ เจอกันมาบ้างแล้วในศาล แต่ว่าเราก็ไม่กล้ามองเขาอย่างเต็ม 100% เขาเองก็ไม่กล้ามองเราอย่างเต็ม 100% เหมือนกัน

สำหรับความรักคือเอาอย่างนี้ เราค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป แต่คุยกันไว้ว่าเข้ามาในชีวิตของกันและกัน ต้องทำให้ชีวิตของกันดีขึ้น แล้วก็ถ้าวันใดวันหนึ่งถ้ารู้สึกว่าเฮ้ยอยู่แล้วแบบมันไม่ใช่ ให้รีบบอก เราทั้งคู่จะได้ไม่เสียเวลา เป็นข้อตกลงระหว่างเขากับเราตั้งแต่แรก เพราะว่าเอาจริงๆ เป็กก็โตแล้ว อยากได้ความชัดเจน ถ้าอะไรแล้วอยู่ไม่สบายใจ อยู่แล้วเป็นภาระเรา เราอยากอยู่คนละส่วน ตอนนี้เป็กก็ทำงานของเป็ก เขาก็ทำงานของเขาอยู่คนละส่วน ส่วนอะไรที่อยากจะช่วยกันได้บ้างระหว่างกันก็ช่วยกัน แต่ว่าจะไม่เอามาผูกพันกันแบบนัวเนีย ไม่เอาแล้ว เราเคยมีประสบการณ์ที่ผ่านๆ มาแล้ว กลัว ถ้ารู้สึกว่าไปด้วยกันไม่ได้ ก็อย่าฝืนค่ะ ก็คุยกันอยู่ว่าภายใน 2-3 ปีนี้ ก็ต้องทำให้ชีวิตของกันและกันดีขึ้น ถามว่าเขาน่ารักยังไงบ้าง ก็โอเคค่ะ

ส่วนเรื่องแต่งงาน เราคุยกันแล้วว่าเราจะไม่แต่ง เพราะว่าเสียดายตังค์ อยากเอาตังค์ไปเที่ยว หรือเอาไปใช้อย่างอื่น เอาไปต่อยอดธุรกิจให้เติบโตมากกว่า เป็กว่าการแต่งงานมันก็ไม่ได้ชี้ชัดว่าเราจะอยู่กันได้ตลอดรอดฝั่ง เราเอาที่ว่าเราอยู่ด้วยกันแล้วเราสบายใจดีกว่า เป็กอยากได้แบบนั้นมากกว่า คิดว่าเอาอกเอาใจกันเฉยๆ ก็พอ ระยะเวลาที่คบกัน ก็คบกันมาได้สักปีนิดๆ เองค่ะ เพิ่งเริ่ม เรายังไม่รู้ แต่ก็ถือว่าแฮปปี้ ก็ถือว่ามาเติมให้ใจฟู แล้วก็ขอบคุณเขาด้วย ที่ในช่วงเวลาที่เราลำบากทางด้านสุขภาพจิต ขอบคุณที่เข้ามาให้พิง ขอบคุณที่เข้าใจ แล้วก็ยินดีที่จะให้พิง เพราะว่าเดิมทีเนี่ยเข้ามาเพราะว่า เขาเห็นว่าเราโงนเงน เราไม่ไหว มันยังเลิกกันไม่ขาด เพราะว่ามันมีเรื่องคดีความ ก็ขอบคุณเขาด้วยที่เขาเข้าใจ แล้วยินดีมากๆ ที่จะให้เราพิง ถ้าวันใดวันหนึ่งเราแข็งแรงแล้ว แล้วถ้าเรายังอยากมีเขาหรือไม่มีเขาในชีวิต เขาไม่ซีเรียสเลย”