เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 10 ส.ค.69 ที่ห้องแซฟไฟร์ 204–205 อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย เป็นประธานเปิดกิจกรรม “W-Drive Kick Off 2027 : ขับเคลื่อนนโยบาย เชื่อมทุน เชื่อมตลาด สู่เศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืน” กล่าวตอนหนึ่งว่า ตลอดระยะเวลา 13 ปีที่กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีก่อตั้งมายาวนาน ทำให้ชาวกรมการพัฒนาชุมชน และสมาชิกกองทุนฯ มีประสบการณ์ ความคิด ความรู้ความสามารถทุกคน ซึ่งแม้ว่าในระดับพื้นที่ ความเป็นสุภาพสตรีอาจจะไม่มีโอกาสเหมือนสุภาพบุรุษในบางเรื่อง ดังนั้น “กลไกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี” เป็นกลไกหนึ่งที่จะมอบโอกาสให้กับสตรีทั่วประเทศได้เข้าถึงแหล่งทุนเพื่อประกอบอาชีพและเสริมฐานรากให้กับครอบครัวและชุมชน เป็นที่มาของการคิดว่า จะทำยังไงให้ชีวิตของพี่น้องสตรีง่ายขึ้น

“ตนจึงได้มอบนโยบายว่า กรมการพัฒนาชุมชนจะต้องเป็น One Stop Service ให้กับพี่น้องประชาชนให้ได้ ด้วยระบบเทคโนโลยีให้บริการพี่น้องประชาชน เพราะหน้าที่เรา คือ “การอำนวยความสะดวก” ทั้งพี่น้องประชาชนที่มีความรู้เกี่ยวกับประกอบการหรือแม้แต่ประชาชนที่ไม่มีความรู้ เดินมาบอกว่า อยากเปลี่ยนชีวิต ซึ่ง “พัฒนากรทุกคน” ต้องเป็นบุคคลที่สามารถมอบอาชีพให้กับผู้ที่สนใจประกอบอาชีพได้ ด้วยการไปหาว่าประชาชนในพื้นที่อำเภอถนัดอะไร และสินค้าที่มีในพื้นที่ที่ควรทำคืออะไร พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกขั้นตอนทางเอกสาร การขออนุญาตต่าง ๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวงจรธุรกิจ เพื่อสามารถนำสินค้าไปขายออนไลน์ ขายในห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ทำให้สตรีไทย “มีอาชีพ มีรายได้ และเพิ่มฐานเศรษฐกิจในชุมชน” รมช.มหาดไทย กล่าว
นายพลพีร์ กล่าวว่า วันนี้พัฒนากร ต้องมีสินค้าในใจแล้วว่า ในพื้นที่อำเภอของเราจะหยิบสินค้าชนิดไหนหรือพืชชนิดไหนที่เป็นผลิตภัณฑ์ประจำอำเภอของเรามาเป็นผลิตภัณฑ์สร้างรายได้ให้ประชาชน เพราะถ้าเรามี 878 อำเภอ แล้ว 400 อำเภอทำสินค้าอย่างเดียว ซ้ำ ๆ กัน จะไปแข่งกันอย่างไร มันไม่สามารถที่จะขยายตลาดไปทั่วประเทศหรือในต่างประเทศได้เลย ดังนั้น พช.จะต้องเป็นคนที่ยื่น “เฟรนไชส์ต่าง ๆ ” ให้กับพี่น้องประชาชนทั้งสายการผลิต จึงมีนโยบาย Supply Chain ให้ พช. ไปจับว่า ในธุรกิจนั้น ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ คืออะไร แล้วเมื่อเกิดธุรกิจกลุ่มที่ 1 เมื่อมีกลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 3 มาขอรับการสนับสนุน ก็สามารถที่จะใช้ต้นทุนจากกลุ่มแรก ไป “ต่อยอด” จนกลายเป็นวงจรธุรกิจ เช่น กลุ่มที่ 1 เป็นผู้ผลิต (ต้นน้ำ) กลุ่มที่ 2 เป็นผู้จัดทำเครื่องมืออุปกรณ์ (กลางน้ำ) กลุ่มที่ 3 เป็นผู้แปรรูป (กลางน้ำ) กลุ่มที่ 4 เป็นผู้ทำแพ็คเกจ (กลางน้ำ) และกลุ่มที่ 5 เป็นผู้จำหน่าย (ปลายน้ำ) โดย พช. ก็ต้องทำให้เขาต้องขายได้ ยิ่งขายได้มากก็จะส่งผลให้มีกลุ่มที่ 1 2 3 และ 4 มากขึ้น นี่คือ ห่วงโซ่ ที่อยากเห็นในทุกอำเภอ ซึ่งถ้าปลายน้ำขายสินค้าได้หมด ทั้งห่วงโซ่ธุรกิจก็จะมีแต่รอยยิ้ม

“หน้าที่ข้าราชการ คือ การให้บริการพี่น้องประชาชน เราจึงต้องทำงานกันมากขึ้น เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ประชาชนได้นำเงินทุนไปแล้ว เขาจะต้องมีความสามารถในการที่จะมีรายได้ มีกำไร และสามารถส่งคืนเงินให้กับรัฐ เพื่อสามารถนำเงินไปให้กลุ่มอื่น ๆ กู้ยืมไปลงทุนทำธุรกิจอื่นต่อไป เพราะรัฐบาลต้องการมอบโอกาสให้พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มสตรีได้มีอาชีพ และต้อง “เป็นอาชีพที่ยั่งยืน เป็นอาชีพที่สามารถหารายได้ให้กับครอบครัวกลุ่มสตรีอย่างแท้จริงในระยะยาว” เพราะไม่อยากเห็นว่า สามารถเก็บเงินคืนได้เพียงแค่ ร้อยละ 30 อีก ร้อยละ 60 เป็นลูกหนี้ที่มีวินัยบ้าง ค้างจ่ายบ้าง และอีก 10%ไม่สามารถเก็บได้เลย เพราะวันที่ปล่อยกู้ “เราเป็นนางฟ้า” แต่ถ้าวันที่เราไปเก็บหนี้ “เราเป็นนางมาร” ดังนั้น ทุก ๆ ครั้งที่พิจารณาปล่อยเงินกู้ต้องรอบคอบ เพื่อประโยชน์ประชาชน เพราะถ้าเอาเงินไปแล้วประกอบอาชีพไม่ได้ หนี้ก็ท่วมหัว ข้าราชการก็กดดันและเครียด ซ้ำร้ายบางคนต้องไปกู้เงินมาชำระเอง ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ไม่สมควร อย่างยิ่ง ดังนั้น ต้องส่งเสริมประชาชนไม่ประกอบอาชีพหรือทำสินค้าเดิม ๆ นี่คือหน้าที่ของพัฒนากรที่ต้อง Upskill ตัวเอง เพื่อหนุนเสริมทักษะของพี่น้องประชาชน โดยมี “นายอำเภอ” เป็นผู้ให้ความสำคัญกับบทบาทของพัฒนากรเพื่อยกระดับชีวิตของพี่น้องประชาชน” รมช.มหาดไทย กล่าว


ด้านนายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 13 ปีของการจัดตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้ขับเคลื่อนกองทุนฯ สร้างโอกาสสตรีเข้าถึงแกล่งทุน ส่งเสริมโอกาส สร้างรายได้ให้ประชาชน ยืนหยัดเคียงข้างสตรีไทย เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่มีสมาชิกประเภทบุคคลธรรมดากว่า 18 ล้านคน และสมาชิกประเภทองค์กรสตรี 84,796 องค์กร โดยได้สนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนแล้วกว่า 192,529 โครงการ วงเงินกว่า 20,000 ล้านบาท และเงินอุดหนุนอีกกว่า 50,953 โครงการ รวมวงเงินกว่า 2,646 ล้านบาท โดยในขณะนี้ กรมการพัฒนาชุมชนได้ขับเคลื่อนแนวคิด Supply Chain Supply Chain Finance ยกระดับกองทุนตอบโจทย์การค้ายุคใหม่สู่การต่อยอดธุรกิจแบบ Supply Chain แบบครบวงจร ทั้งการวางแผนธุรกิจ การพัฒนาทักษะและคุณภาพสินค้า การเชื่อมโยงเครือข่ายทางการค้า การสร้างตลาดรองรับ ไปจนถึงการเสริมสร้างวินัยทางการเงิน เพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่ช่วยให้สตรีสามารถประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างมั่นคง และยั่งยืน.



