เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 10 ส.ค. ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดัอี)ศูนย์ราชการอาคาร ซี จัด แถลงข่าวเรื่อง “การยกระดับมาตรการหน่วยงานรัฐ เพื่อคุ้มครองข้อมูลประชาชน” โดยมี นายไชยชนก ชิดชอบ รมว. เป็นประธานการประชุม ร่วมด้วย นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดีอี พล.อ.ต. อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ พีดีพีซี และภาคประชาชนเข้าร่วม
นายไชยชนก กล่าวภายหลังการประชุมว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันพรุ่งนี้(11 ส.ค.) กระทรวงดีอี ร่วมกับ สกมช. จะเสนอมาตรการยกระดับความปลอดภัยไซเบอร์เข้าสู่ที่ประชุม ครม. เพื่อออกเป็นมติบังคับใช้ทันที โดยมี 3 มาตรการสำคัญ คือ 1.Force Reset Password โดยบังคับให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานภาครัฐกว่า 300 กรม เปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ทั้งหมดทันที เพื่อตัดวงจรไม่ให้ผู้ประสงค์ร้ายนำฐานข้อมูลเก่าที่รั่วไหลไปสวมรอยใช้งานได้อีก

2.System Cleansing ใน 15 วัน โดยให้ทุกกระทรวงและ 300 กรม ตรวจสอบระบบสารสนเทศในสังกัดกว่า 30,000 ระบบ หากพบระบบใดที่เป็นระบบเก่าหรือระบบร้างที่ไม่ใช้งานแล้ว ให้ทำการปิดการเข้าถึงเชิงระบบ (แบ็ก เอนด์) ถาวรภายใน 15 วัน เนื่องจากที่ผ่านมาหลายหน่วยงานเข้าใจว่าปิดหน้าเว็บไปแล้ว แต่ระบบหลังบ้านยังเปิดทิ้งไว้จนกลายเป็นช่องโหว่ และ 3.ยกระดับใช้ยืนยันตัวตนหลายปัจจัย(ระบบ MFA) ในระบบภาครัฐทั้งหมดอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีแนวคิดหากหน่วยงานที่ไม่ดำเนินการจะะมีมาตรการเด็ดขาดทางกฎหมาย นอกจากนี้จะมีผลต่อการคิด เคพีไอ และงบประมาณของหน่วยงานด้วย
นอกจากนี้ยังศึกษาแนวทางจัดการคู่สัญญาผู้พัฒนาระบบ (เอ้าท์ซอร์ส ) ว่า จะต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดว่ามีส่วนทำข้อมูลรั่วไหลหรือไม่ พร้อมทั้งเตรียมหารือกับกรมบัญชีกลางในการปรับปรุงเกณฑ์ ทีโออาร์ จัดซื้อจัดจ้างด้านดิจิทัลให้มีบทลงโทษที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

นาย ไชยชนก กล่าวต่อ ว่า จากการรวบรวมข้อมูลสืบสวนเชิงลึกและการแชร์ข้อมูลร่วมกับภาคประชาชน พบว่าปัจจุบันทั่วโลกมีข้อมูลชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน (Log-in Credential) รั่วไหลในดาร์กเว็บและช่องทางต่างๆ สะสมกว่า 5 หมื่นล้านรายการ ขณะที่ในประเทศไทยพบข้อมูลหลุดสะสมสูงถึงกว่า 200 ล้านรายการ ซึ่งครอบคลุมทั้งภาครัฐและเอกชน โดยจากการตรวจสอบพบว่ามีระบบของภาครัฐที่เกี่ยวข้องเกือบ 30,000 ระบบ และภาคเอกชนอีกกว่า 35,000 ระบบ
“ข้อมูล ชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน ที่หลุดไป 200 กว่าล้านรายการ เป็นข้อมูลที่ถูกสะสมมายาวนานหลายปี โดยเฉพาะช่วงโควิด-19 ที่มีการ เวิร์ค ฟอร์ม โอม ซึ่งหลายบัญชีอาจจะหมดอายุหรือเลิกใช้ไปแล้ว แต่ก็ยังมีอีกมากที่ยังใช้งานอยู่ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาร่วมกันทั้งประเทศ ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน” รมว.ดีอี กล่าว

สำหรับความกังวลของประชาชน ยอมรับว่าไม่มีระบบใดในโลกที่ปลอดภัย 100% จนไม่เกิดเหตุข้อมูลรั่วไหลอีกเลย แต่รัฐบาลกำลังทำ บริหารความเสี่ยง ที่ดีที่สุด โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟาสตัสเจอร์ ) ด้านการยืนยันตัวตนของภาครัฐทั้งหมด โดยนำระบบมาตรฐานสากลที่ใช้ในอุตสาหกรรมที่มีความปลอดภัยสูงสุดมาเป็นฐานหลัก แล้วเชื่อมต่อ (Plug-in) เข้ากับระบบต่าง ๆ รวมถึง ไทยไอดี(ThaID) เพื่อให้การให้บริการภาครัฐมีความมั่นคงปลอดภัยสูงสุดในระยะยาวต่อไป



