วันนี้ 6 ส.ค. ที่สำนักงาน กสทช. พลอากาศโท ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ น.ส.พิรงรอง รามสูต และ นายศุภัช ศุภชลาศัย ได้ร่วมกันสัมภาษณ์สื่อหลังการประชุมบอร์ดล่มเป็นครั้งที่ 3 ว่า ขอยืนยันว่า ไม่ใช่การ “วอล์กเอาต์” แต่เป็นการปฏิบัติตามหลักกฎหมายเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดแก่ประเทศชาติ โดยไม่สามารถเข้าร่วมประชุมกับการที่สถานะประธาน กสทช. ที่ยังไม่ชัดเจน
จากที่ได้รับทราบว่าจากสื่อ ในกรณีที่ ประธาน กสทช. อ้างว่าหากหยุดปฏิบัติหน้าที่อาจเสี่ยงผิดกฎหมายอาญานั้น ในอดีตเคยมีกรณีของกรรมการ กสทช. ที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีหลังมีคำพิพากษาหรือข้อสงสัยด้านคุณสมบัติ ซึ่งช่วงเวลารอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งยาวนานถึง 9 เดือน โดยกรรมการที่เหลือยังคงขับเคลื่อนงานต่อไปได้ถึง 57 วาระ โดยไม่มีความผิดทางอาญาใด ๆ
ส่วนในประเด็น หากประธานไม่สามารถทำหน้าที่ได้ หรือไม่ประสงค์เข้าประชุม ที่ประชุมบอร์ดสามารถเลือกกรรมการคนใดคนหนึ่งขึ้นมาทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมแทนได้ ดังเช่น การพิจารณาวาระสำคัญระดับประเทศอย่างการควบรวมกิจการค่ายมือถือในอดีต ซึ่งองค์กรยังคงเดินหน้าออกมติได้ตามปกติ ขณะที่กรณีห่วงว่าไม่มีผู้ลงนามในเอกสาร ประกาศ หรือใบอนุญาตต่าง ๆ ที่ประชุมบอร์ดทั้งหมดมีอำนาจตามกฎหมายในการมอบหมายให้กรรมการคนใดคนหนึ่งลงนามแทนได้ ซึ่งประเด็นนี้เคยมีผู้ยื่นร้องต่อศาลปกครองและศาลมีคำตัดสินออกมาแล้วว่า สามารถทำได้
พลอากาศโท ธนพันธุ์ ยังได้กล่าวว่า ขอย้ำถึงจุดยืนในการทำงานว่า ที่ผ่านมาพยายามเสนอให้บอร์ดทั้ง 7 คน มานั่งร่วมหารือเพื่อลงมติและหาข้อยุติในประเด็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับสถานะของประธานฯ เนื่องจากองค์กร มีคณะกรรมการที่มีอิสระ มติของ กสทช. ถือเป็นที่สุด แต่ข้อเสนอดังกล่าวกลับถูกปฏิเสธมาโดยตลอด และหากประธานฯ ยอมให้มีการถกเถียงเพื่อลงมติอย่างเป็นทางการ แล้วผลออกมาอย่างไร ตนก็พร้อมน้อมรับมติบอร์ด แต่เมื่อไม่เปิดโอกาสให้หารือ จึงจำเป็นต้องคงจุดยืนที่ไม่ร่วมประชุมเพื่อไม่ให้เกิดความผิดทางกฎหมาย
“ที่ปรึกษากฎหมายเตือนชัดเจนว่า ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมกับบุคคลที่ยังมีข้อสงสัยในสถานะความเป็นกรรมการได้ หากเข้าร่วม มติใด ๆ ที่คลอดออกมาอาจตกเป็นโมฆะ ซึ่งจะส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อภาคอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล”
ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางออกในเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร เมื่อองค์กร อาทิ สภาองค์กรผู้บริโภค และ สมาคมทีวีดิจิทัล ต่างยื่นหนังสือตรงถึง กสทช. เนื่องจากความล่าช้าในการประชุมส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมสื่อและผู้บริโภค ทาง กสทช. ระบุว่า การทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รักษาการตามกฎหมาย ให้เร่งสร้างความชัดเจน นั้น หากจะทำก็ต้องทำจาก กสทช.ทั้งหมด แต่ก็ขึ้นอยู่กับ ดุลพินิจของ กสทช. แต่ละคนด้วย
“อยากให้นายกรัฐมนตรีช่วยสร้างความชัดเจน ว่า สถานะประธานเป็นแบบนี้ กสทช. จะประชุมกันได้หรือไม่ ต้องสร้างความชัดเจน ไม่ว่าจะดำเนินการนำความขึ้นทูลเกล้าฯ หรือมีคำสั่งทางกฎหมายเพื่อปลดล็อกสุญญากาศการบริหารงานของ กสทช. เพื่อให้องค์กรกลับมาทำงานรับใช้ประเทศชาติและภาคธุรกิจได้โดยเร็วที่สุด”



