เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวแรงบันดาลใจเพื่อสุขภาพ เมื่อนักแสดงสาว เอมี่ กลิ่นประทุม ออกมาร่วมงานเปิดตัวแคมเปญ “HPV ไม่เป็นไร…ไม่ได้” ณ ลานแอโรบิก ประตู 4 สวนลุมพินี พร้อมเปิดใจถึงประสบการณ์จริงที่เคยตรวจพบเชื้อ HPV ตั้งแต่อายุ 25 ปี และต้องใช้เวลาเฝ้าระวังนานถึง 7 ปี จนกระทั่งหายดี เพื่อกระตุ้นให้คนไทยทุกเพศหันมาใส่ใจตรวจคัดกรองและฉีดวัคซีนป้องกัน
เอมี่ได้เผยถึงจุดเริ่มต้นของการตรวจพบเชื้อว่า มะเร็งปากมดลูกถือเป็นภัยเงียบที่ผู้หญิงไทยเสียชีวิตเป็นอันดับสอง ซึ่งในระยะแรกจะไม่แสดงอาการเลยว่า “สำหรับมะเร็งปากมดลูก ผู้หญิงไทยเสียชีวิตจากโลกนี้เป็นอันดับสอง หลายคนอาจจะมองข้าม คิดว่าไกลตัวแต่จริงๆ มันคือเรื่องที่ใกล้ตัวมาก มันจะมีอาการอีกทีในขั้นเป็นมะเร็งแล้ว ก่อนหน้านี้เราจะไม่รู้ตัวเลยว่าเราเป็นเซลล์ผิดปกติที่จะไปเป็นมะเร็งได้หรือเปล่า หรือเรามีเชื้อ HPV อยู่ในตัวหรือเปล่า”
“คือมี่เคยผ่านเรื่องราวนี้มาตั้งแต่เราอายุ 25 เราก็คอยตรวจคอยเฝ้าระวังสู้กับมันอยู่ประมาณ 7 ปี ตอนนี้ก็หายเรียบร้อยแล้ว เราอยากจะมาเชิญชวนทุกคนให้ไปตรวจ ไม่ต้องอาย ให้กล้าออกมา ไปฉีดวัคซีนกัน เราอยากมาแชร์สตอรี่ของตัวเองให้คนอื่นได้ฟัง บางทีเขาคิดว่าเป็นเรื่องที่มันไกลตัว คิดว่าไม่เกิดขึ้นกับฉันหรอก แต่ถ้ามี่มาพูดแล้วได้ยินเรื่องราวของมี่ อาจจะคิดว่าถ้างั้นไปตรวจดีกว่า”
เอมี่ได้สะท้อนถึงค่านิยมและความเข้าใจผิดของสังคมไทยเกี่ยวกับการตรวจโรคทางเพศสัมพันธ์ พร้อมยืนยันว่าทุกเพศมีความเสี่ยงเหมือนกันทั้งหมด
“หลายคนจะกลัวคนมองว่ามีแฟนเยอะ มั่วหรือเปล่า จริงๆ มันไม่ใช่ อย่างที่บอกการมีเพศสัมพันธ์แค่ครั้งเดียว มันก็เสี่ยงสามารถที่จะติดเชื้อ HPV ได้ ถุงยางอนามัยลดความเสี่ยงแต่ไม่ได้ป้องกัน 100% คือหลายคนคิดว่าจะเกิดเฉพาะผู้หญิงเท่านั้น แต่จริงๆ มันเกิดกับผู้ชายได้ บางทีผู้ชายก็อาจจะมีเชื้อที่อยู่ในตัวโดยที่เขาไม่รู้เพราะมันไม่มีอาการอะไร อยากให้ทุกคนไปตรวจจะได้รู้ตัว สำหรับคนที่ไม่ได้เป็น เราจะได้ฉีดวัคซีน”
“อย่างคนใกล้ตัวเพื่อนๆ มี่ ไม่ค่อยมีใครไปตรวจสุขภาพภายใน หรือบางทีคนโสดไม่มีแฟนก็จะคิดว่าไม่เป็นไร แต่ถ้าเรามีเพศสัมพันธ์แค่ครั้งเดียวมันก็มีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อ HPV ได้ เป็นทั้งผู้หญิง ผู้ชาย LGBTQ+ ทุกเพศเลย เพราะฉะนั้นอยากให้ทุกคนไปตรวจ ถ้าตรวจแล้วไม่เจอก็ดีไป เราก็ตรวจเป็นประจำทุกปี แต่ถ้าตรวจแล้วเจอก็ไม่ต้องแพนิค ก็ให้รู้ว่ามีวิธีรับมือกับมันได้ ร่างกายสามารถที่จะทำให้หายไปเองได้ เราก็ทำตัวให้แข็งแรงออกกำลังกาย ฉีดวัคซีนเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ป้องกันไว้ก่อนที่มันจะเกิดดีกว่า”
“มีหลายคนที่ถามมี่ว่า ติดแล้วฉีดวัคซีนได้ไหม ได้นะคะ ถึงแม้ว่าอาจจะเปอร์เซ็นต์น้อยลง หรือว่าถ้าเราฉีดมันจะช่วยป้องกันสายพันธุ์อื่นที่อาจจะติดได้ มี่ไปตรวจแล้วก็ฉีดวัคซีนเพราะว่ามี่ตรวจพบเจอตั้งแต่อายุ 25 ตอนที่คบพี่ซีใหม่ๆ เลย เราสองคนจะรู้ว่าเชื้อ HPV มันเป็นยังไง ก็ค่อนข้างมีความรู้ทางด้านนี้ก็เลยอยากจะมาบอกต่อ”
“ถามว่ารักษายังไง ตอนนั้นอายุ 25 เป็นแนวตกใจมากกว่า เป็นวัยที่กล้าๆ กลัวๆ คุณหมออธิบายเป็นศัพท์แพทย์ เราก็ไม่ค่อยรู้เรื่องว่าคืออะไร คิดว่าตัวเองเป็นมะเร็งเลย จริงๆ แล้วมันเป็นเซลล์ผิดปกติที่มีโอกาสเจริญเป็นมะเร็งได้ ส่วนตัวเชื้อ HPV เหมือนเป็นตัวที่ไปเร่งให้เซลล์แต่ละขั้นมันเร่งเร็วขึ้น ถ้าเชื้อ HPV มันหมดไป เซลล์เราก็มาดูแลตัวเอง ของมี่เชื้อ HPV มันหมดไปภายในปีแรก แล้วช่วง 7 ปีต่อจากนั้นก็เป็นการดูว่าเซลล์มันจะเจริญอีกมั้ย มันก็เหมือนเฝ้าระวังเรื่องการเป็นมะเร็ง”
“จริงๆ มันก็เกิดจากเพศสัมพันธ์ซะส่วนใหญ่เป็นหลักเลย แต่อยากจะบอกว่ามันไม่จำเป็นต้องเป็นเพศสัมพันธ์แบบหลายครั้ง หรือหลายคน กับคนเดียวบางทีแฟนเราอาจจะเคยติดเชื้อมาโดยที่เขาไม่รู้ตัวจากคนก่อนหน้านั้นก็ได้ หรือมันเกิดได้แบบหลายอย่างเลย อยากจะให้ทุกคนไม่อาย ผู้ชายก็ไม่รู้ตัวว่าเป็น พอเชื้อไปติดผู้หญิงก็เป็นถึงขั้นมะเร็งปากมดลูก ผู้ชายก็เป็นมะเร็งลำคอและช่องปาก หรือว่าเป็นหูดหงอนไก่ ก็อยากให้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายตระหนักพอๆ กันเลย”
“อย่างตอนที่มี่รู้ตอนแรกๆ เลย มี่จะต้องไปตรวจทุก 3 เดือนเลย พอมันดีขึ้นเราก็ไปทุก 6 เดือน แล้วพอเริ่มหายแล้วก็ไปทุกปี ตามคนปกติทั่วไปก็ต้องตรวจปีละหนึ่งครั้ง ตอนนี้ก็เหลือแค่ 1 ครั้งต่อปี การดูแลสุขภาพเขาบอกว่าเรื่องของการออกกำลังกาย และการพักผ่อนให้เพียงพอ ก็อยากจะเน้นการออกกำลังกายมันเป็นยาวิเศษทุกอย่างแล้ว ดูแลตัวเองกินอาหารให้มีประโยชน์ ทำตัวเองให้แข็งแรงเข้าไว้ เชื้อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเชื้ออะไรมันก็ไม่สามารถอยู่กับเราได้ ถ้าเรายังคงรักษาดูแลตัวเองอยู่”
นอกจากเรื่องสุขภาพภายในแล้ว เอมี่ยังเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงสไตล์การใช้ชีวิตที่ลดการสังสรรค์ลงอย่างเห็นได้ชัด
“ปาร์ตี้ลดลงขยับลงมา จากทุกงานเราก็เลือกงานมากขึ้น ช่วงนี้ก็จะดูแลตัวเองมากขึ้น อาจจะด้วยอายุการพักฟื้นมันค่อนข้างจะเยอะมาก เราต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน ก็มีการสังสรรค์กับเพื่อนปกติ แต่จะไม่ได้เต็มที่เหมือนเมื่อก่อน ก็ยังเจอกันอยู่ แต่เราแค่แบบไม่ได้สุดโต่ง เราก็อาจจะเจอกันแบบสี่ทุ่มแยก เที่ยงคืนแยกอะไรอย่างนี้ คือเมื่อก่อนเท่าไหนก็เท่ากัน เธอไม่กลับฉันก็ไม่กลับ แต่เดี๋ยวนี้เราก็รู้สึกว่าไม่จำเป็นจะต้องอยู่คนสุดท้ายทุกงาน”
(เคยพูดว่ากินแต่ก็ไปตรวจสุขภาพ ทุกอย่างแข็งแรง?) “ใช่ แข็งแรง มี่ก็จะคอยดูวันไหนที่เราดื่ม เราก็ต้อง ออกกำลังกาย พยายามที่จะกินอะไรที่มันเฮลตี้มากขึ้น กินโปรตีน ดูแลตัวเองให้มากขึ้น ไปตรวจสุขภาพทุกปี ก็คอยดูตลอดว่าค่าตับเราเป็นยังไง ค่าน้ำตาล ค่าเลือด เราก็จะคอยดูแลตัวเองตลอด”
สาเหตุสำคัญที่ทำให้เปลี่ยนพฤติกรรม เจ้าตัวยิ้มพร้อมยอมรับว่า “หลาน” คือแรงบันดาลใจหลักที่อยากทำให้ตัวเองสดใสและมีพลังตลอดเวลา “ก็หลานด้วย (ยิ้ม) มันก็มีส่วนหลักเลยแหละ เพราะว่าพอมีหลาน ตอนแรกๆ เราก็ยังดื่มเหมือนเดิม แต่ว่าการพักฟื้น กว่าเราจะฟื้นคืนตัว มันใช้เวลานาน เราจะไปอุ้มเขาอยู่กับเขา มันก็แบบอ๊องๆ อ่ะ ไม่ค่อยมีสติ เราก็อยากมีพลัง เราอยากจะส่งพลังบวกสดใสให้กับเขา เราไม่อยากจะอยู่แบบอ่อมๆ กับเขา เราก็อยากที่จะสดใสให้เขารู้สึกได้ถึงเอ็นเนอร์จี้ของเรา และเราก็อยากจะมีเอ็นเนอร์จี้ดีๆ ให้กับเขา”
“ก่อนหน้านี้จริงๆ ก็ไม่ได้ถือว่าดื่มทุกวัน แต่แค่บางทีงานแต่ละงานเราอาจจะเต็มที่ ช่วงนี้เราก็เลือกงานมากขึ้น เราไม่ได้ไปทุกงาน ที่เลือกไปก็วันเกิดเพื่อนสนิท หรืออัดรายการของเรา แล้วอยู่กับแขกรับเชิญต่อหรือเอนเตอร์เทนปาร์ตี้เต็มที่อะไรที่เป็นการสังสรรค์เพื่ออีกคนหนึ่ง แต่ถ้าไม่เต็มที่ก็คือไม่ไปเลย (หัวเราะ)”
ถามว่าคิดจะเลิกสายปาร์ตี้ขาดเลยไหม ไม่ๆ มี่ก็เป็นคนที่ไปเรื่อยๆ อยู่แล้ว ดื่มเพื่อสังคม นิดๆ หน่อยๆ ได้ สามีก็ตามใจเราอยู่แล้ว สามีก็ดื่มกับเรานั่นแหละ (แล้วเขาลดตามเราไหม?) เขาเป็นคนที่ไม่ดื่มเยอะอยู่แล้ว
ยืนยันจุดเดิมว่าไม่มีแผนจะมีลูกเป็นของตัวเอง แต่มรดกที่มีเตรียมยกให้หลานทั้งหมด “เมื่อก่อนเราพูดว่าเราอยู่กันสองคน ไม่ต้องการใคร แต่ว่าพอหลานมาอยู่ด้วยมันก็เป็นครอบครัวที่ใหญ่ขึ้น มันก็เป็นความสดใสของบ้านดี แต่ก็ยังไม่ได้อยากมีเป็นของตัวเองนะ ก็ยังยืนยัน แต่ว่าเรามีหลานมันก็คอมพลีทมากๆ ก็ไม่รู้จะยกให้ใครอ่ะเนาะ (หัวเราะ) ก็ประมาณนั้นแหละ ทำไปเราก็ใช้ ณ ตอนนี้แหละ มีเหลือเท่าไหร่ก็เอาไป”



ขอบคุณภาพจาก:amy_klinpratoom



