สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ “สทน.” เดินหน้าขยายความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในระดับนานาชาติ ล่าสุดลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับรัฐบาลรัฐซัสแคตเชวัน ประเทศแคนาดา เพื่อร่วมขับเคลื่อนการวิจัย พัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์สมัยใหม่ และสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ พร้อมยกระดับศักยภาพของประเทศไทยสู่เครือข่ายความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ระดับโลก
โดยทั้งสองฝ่าย ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับกระทรวงการค้าและการพัฒนาการส่งออก (Ministry of Trade and Export Development) รัฐบาลรัฐซัสแคตเชวัน โดยมี Ms. Richelle Bourgoin (ริเชล บูว์กวน) รองรัฐมนตรีกระทรวงการค้าและการพัฒนาการส่งออก รัฐซัสแคตเชวัน และ รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. ร่วมลงนาม เพื่อวางกรอบความร่วมมือด้านการวิจัย การพัฒนา การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์
รศ.ดร.ธวัชชัย กล่าวว่าการลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่าง สทน. และรัฐบาลรัฐซัสแคตเชวัน ซึ่งเกิดขึ้นจากการหารือร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งการประชุมออนไลน์เมื่อเดือนเม.ย.69 และการพบหารืออย่างเป็นทางการที่กรุงเทพฯ ในเดือนมิ.ย.69 จนนำไปสู่การจัดทำกรอบความร่วมมือที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม

“สทน. เชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างประเทศ เป็นกลไกสำคัญในการเร่งสร้างนวัตกรรมและพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ความร่วมมือกับรัฐซัสแคตเชวันในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการลงนามในเอกสาร แต่เป็นการเปิดประตูสู่การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์กับหนึ่งในภูมิภาคที่มีความเชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ของโลก จะช่วยยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทยในการวิจัย พัฒนา และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนในระยะยาว” ผู้อำนวยการ สทน. กล่าว
ทั้งนี้ รัฐซัสแคตเชวันได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ที่สำคัญของโลก มีศักยภาพโดดเด่นทั้งด้านการผลิตยูเรเนียม เทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์สมัยใหม่ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ทางการแพทย์ การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเปิดโอกาสให้ไทย ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญระดับโลก
ความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจครอบคลุมสาขาสำคัญ ได้แก่ 1.เทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (Small Modular Reactors: SMRs) และเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขั้นสูง (Advanced Reactor Technologies) 2.เทคโนโลยีนิวเคลียร์ฟิวชันและเทคโนโลยีพลาสมา 3.เทคโนโลยีการจัดการกากกัมมันตรังสี 4.การพัฒนาหลักสูตร การฝึกอบรม และโครงการแลกเปลี่ยนด้านการศึกษาและการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ และ 5.ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในสาขาอื่นที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน
นอกจากนี้ สทน. ยังมีเป้าหมายที่จะต่อยอดความร่วมมือดังกล่าว ผ่านศูนย์กลางการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ (Hub of Talents for Nuclear Energy Technology) เพื่อเชื่อมโยงมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และหน่วยงานภาครัฐของประเทศไทย เข้ากับเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ สร้างกำลังคนที่มีศักยภาพรองรับการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์และพลังงานแห่งอนาคตของประเทศ
การลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของประเทศไทยและรัฐบาลรัฐซัสแคตเชวัน ในการส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อสันติ ผ่านการวิจัย นวัตกรรม การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของไทย ต่อยอดสู่การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนในอนาคต
สทน. ในฐานะองค์กรหลักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของประเทศ ยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนการวิจัย นวัตกรรม และการพัฒนาบุคลากร ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำทั่วโลก เพื่อผลักดันการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์อย่างปลอดภัย มีความรับผิดชอบ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน



