สืบเนื่องจากนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ นายฑณา เกิดทอง หรือป๋อง กับพวกรวม 4 คน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมสองพี่น้องชาวรัสเซีย ก่อนนำศพไปฝังอำพรางในพื้นที่ป่ามะพร้าว ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ต่อมาได้ขยายผลจนนำไปสู่การพบศพพ่อแม่ลูกชาวไทย 3 ราย ที่ถูกฝังอำพรางในบริเวณใกล้เคียง รวมมีผู้เสียชีวิต 5 ราย ทั้งที่นายฑณา หรือป๋อง เป็นอดีตผู้พ้นโทษ โดยเพิ่งพ้นโทษมาได้เพียง 2 เดือนเท่านั้น ท่ามกลางกระแสข้อเรียกร้องยกเลิกโทษประหารชีวิต โดยเป็นการอ้างละเมิดสิทธิมนุษยชน เพราะกระบวนการยุติธรรมมีโอกาสผิดพลาดและข้อเท็จจริงที่โทษรุนแรงไม่ได้ทำให้อาชญากรรมลดลง แต่อีกมิติในมุมมองของครอบครัวผู้เสียหาย มองว่าการประหารชีวิตเป็นการชดใช้ต่อความสูญเสีย ปิดโอกาสกลับมากระทำความผิดซ้ำซากกับผู้บริสุทธิ์ ซึ่งกลายเป็นข้อถกเถียงจนถึงปัจจุบันในส่วนของคนที่ต้องการให้ประเทศไทยยกเลิกโทษประหารชีวิต แต่อีกส่วนก็มองว่าการบังคับโทษประหารชีวิต จะเป็นบรรทัดฐานไม่ให้มีผู้ก่อเหตุอุกฉกรรจ์ร้ายแรงกับชีวิตผู้บริสุทธิ์อีก ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น
เมื่อวันที่ 4 ส.ค. “ทีมข่าวอาชญากรรมเดลินิวส์” ได้รับการเปิดเผยจากแหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า ตามข้อเท็จจริงที่พบว่ารายล่าสุดที่บังคับโทษประหารชีวิตของประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 61 ซึ่งเป็นนักโทษเด็ดขาดชาย อายุ 26 ปี ก่อเหตุอุกฉกรรจ์ในคดีฆ่าผู้อื่นอย่างทารุณโหดร้ายเพื่อชิงทรัพย์สิน เหตุเกิดในพื้นที่จังหวัดตรัง พฤติการณ์คือใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียชีวิตรวม 24 แผล จนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ซึ่งคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาประหารชีวิต ขณะที่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืนเป็นผลให้คดีถึงที่สุด ซึ่งหากย้อนดูสถิติของกรมราชทัณฑ์ในปัจจุบัน ในส่วนของนักโทษประหารชีวิต จะพบว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 480 ราย แบ่งเป็น ชาย 419 ราย หญิง 61 ราย ซึ่งในจำนวนเหล่านี้ก็ยังเป็นผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาอุทธรณ์ 439 ราย ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาฎีกา 13 ราย และนักโทษเด็ดขาดเมื่อคดีถึงที่สุด 28 ราย
ดังนั้น ในกรณีที่สังคมมีการตั้งคำถามถึงกรณีที่ประเทศไทยห่างหายจากการบังคับโทษประหารนาน 9 ปี นับแต่ปี พ.ศ. 2561 หากภายในปี พ.ศ. 2570 ซึ่งจะครบ 10 ปี และประเทศไทยไม่มีการบังคับโทษประหารอีกครั้ง จะทำให้ถือว่าประเทศไทยเข้าสู่การยกเลิกโทษประหารไปโดยปริยาย ก็จะเป็นไปตามที่ลงนามในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนให้ยกเลิกโทษประหารชีวิตโดยปริยาย ซึ่งแนวโน้มขณะนี้ในส่วนของวงหารือกรมราชทัณฑ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีทิศทางว่า มีแนวโน้มความเป็นไปได้ที่ภายในปี พ.ศ. 2570 ประเทศไทยอาจจะมีการบังคับใช้โทษประหารชีวิตอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม เรื่องของการบังคับโทษประหารชีวิตนั้น ต้องยอมรับว่า “นักโทษเด็ดขาดที่ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ประหารชีวิต” มีสิทธิตามกฎหมายในการยื่นเรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งนักโทษรายใดก็ตามที่มีการยื่นทูลเกล้าฯ ก็จะต้องรอผลฎีกาของตัวเอง ซึ่งผลการทูลเกล้าฯ ของแต่ละราย ก็ไม่ได้มีกรอบเวลาหรือลำดับอย่างเป็นทางการ เพราะในเรื่องของผลฎีกา เป็นเรื่องของพระราชอำนาจที่มิอาจก้าวล่วงได้ ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่ต้องรอดูว่าการทูลเกล้าฯ ของนักโทษเด็ดขาดที่ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ประหารชีวิต จะมีรายใดบ้างหรือไม่ ที่ผลฎีกาจะให้บังคับโทษประหาร หรือไม่ให้บังคับโทษประหาร ซึ่งคำศัพท์ที่คนราชทัณฑ์รู้ดี คือ “ฎีกาตก“ หากผลเป็นดังกล่าวนี้ ก็หมายความว่าผู้ต้องขังรายนั้นก็จะต้องถูกบังคับโทษประหาร
แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม ระบุอีกว่า ส่วนใหญ่แล้วนักโทษเด็ดขาดที่ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ประหารชีวิต ที่มีการยื่นทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษนั้น ผลฎีกาส่วนมากจะเปลี่ยนจากโทษให้ประหารชีวิต เป็นจำคุกตลอดชีวิตแทน และถ้าหากระหว่างที่มีการคุมขังภายในเรือนจำฯ นักโทษเด็ดขาดมีความประพฤติดี ไม่กระทำผิดวินัยผู้ต้องขัง มีการช่วยเหลืองานราชทัณฑ์ เข้าร่วมโครงการต่าง ๆ เป็นอย่างดี ตามขั้นตอนแล้ว จากโทษจำคุกตลอดชีวิต หากมีการได้รับพระราชทานอภัยโทษอีก (กรณีอภัยโทษหมู่) หรือผู้ต้องขังยื่นทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะรายอีก ก็อาจได้รับการพิจารณาเปลี่ยนจากโทษจำคุกตลอดชีวิต เป็นเหลือจำคุก 50 ปี ซึ่งผลการพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป หรือที่เรียกว่าอภัยโทษหมู่ หรือผลการพระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย ก็เป็นเรื่องของพระราชอำนาจเช่นเดียวกัน จึงไม่สามารถไปคาดการณ์ได้
แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม ย้ำว่า กรมราชทัณฑ์ มีหน้าที่ในการบังคับโทษตามคำพิพากษาของศาล ซึ่งระหว่างที่ผู้ต้องขังอยู่ภายในเรือนจำฯ กรมราชทัณฑ์ก็ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการดูแล และพัฒนาพฤตินิสัยของผู้ต้องขัง ซึ่งก็มีความแตกต่างเฉพาะราย แต่การที่ผู้ต้องขังรายใดได้พ้นโทษไปแล้วกลับเข้าสู่สังคมปกติ แล้วไปก่อเหตุกระทำความผิดซ้ำ ก็เป็นเรื่องที่ต้องมองในภาพรวมขนาดใหญ่ ว่าสังคมที่ผู้ต้องขังพ้นโทษไปพำนักอาศัยอยู่นั้น เป็นอย่างไร และผู้ต้องขังเมื่อพ้นโทษไปแล้ว ได้ประกอบอาชีพ มีรายได้ในการเลี้ยงดูจุนเจือปากท้องตัวเองหรือไม่ หรือยังคงกลับไปหาสังคมเก่าของตัวเอง ไม่มีที่พึ่ง จนสุดท้ายไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง ไม่มีรายได้ที่มั่นคง ก็ทำให้หวนกลับไปกระทำความผิดซ้ำ แล้วก็วนเวียนกลับมาอยู่ในเรือนจำดังเดิม ฉะนั้น จึงไม่อาจสรุปความได้ว่า กรมราชทัณฑ์จะต้องเป็นหน่วยงานเพียงหน่วยเดียวที่เป็นหน่วยงานปลายน้ำ แล้วยังรับผิดชอบดูแล พัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ผู้ต้องขังเพียงอย่างเดียว แต่อยากให้เป็นความร่วมมือของทุกคนและทุกหน่วยงานในสังคม เพราะบริบทของชีวิตคนคนหนึ่ง ก็ขึ้นอยู่กับสภาพโครงสร้างทางสังคม เริ่มต้นจากครอบครัว เพื่อน สถานที่ทำงานที่มีปัจจัยส่งผลร่วมด้วย.



