สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 4 ส.ค. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวหาเอ็กซอนโมบิลและเชฟรอนว่า “ทำกำไรมากเกินไป” จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นในอเมริกา พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองบริษัท “คืนกำไรบางส่วนให้ประชาชน” และเชื่อว่าราคาน้ำมันจะลดลงอย่างมากเมื่อสงครามกับอิหร่านยุติ
ท่าทีดังกล่าวถือเป็นความเคลื่อนไหวที่แตกต่างจากจุดยืนสนับสนุนอุตสาหกรรมน้ำมันของทรัมป์ ซึ่งวิจารณ์นายไมค์ เวิร์ธ ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของเชฟรอน ว่าไม่ได้กล่าวถึงความพยายามของรัฐบาลในการสนับสนุนภาคพลังงาน
อย่างไรก็ตาม สมาคมปิโตรเลียมอเมริกันชี้ว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในประเทศ เป็นผลจากอุปสงค์และอุปทานในตลาดโลก รวมถึงความไม่แน่นอนเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซและเส้นทางเดินเรือสำคัญ ไม่ได้เกิดจากบริษัทใดบริษัทหนึ่ง
Trump: They're making too much money. Chevron, too much money. ExxonMobil, too much, too much money. They better cut the retail price pic.twitter.com/AiifWweklx
— Acyn (@Acyn) August 3, 2026
ที่ผ่านมา ทรัมป์สนับสนุนการเพิ่มกำลังผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสหรัฐ แต่ในเวลาเดียวกันกลับกดดันผู้ผลิตให้ควบคุมราคาขายปลีกเมื่อราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเรื่องนี้บวกกับปัญหาค่าครองชีพอาจกลายเป็นความเสี่ยงทางการเมืองของทรัมป์ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย. นี้ ซึ่งพรรครีพับลิกันต้องการรักษาเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา
อนึ่ง ผลประกอบการของบริษัทน้ำมันรายใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนถึงประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบและค่าการกลั่นที่สูงขึ้น โดยวาเลโร เอนเนอร์จี ทำกำไรรายไตรมาสสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤติพลังงาน เมื่อปี 2565
ส่วนเชฟรอนทำกำไรรายไตรมาสสูงที่สุดในรอบอย่างน้อย 6 ปี ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลก.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



