เมื่อเวลา 12.20 น. วันที่ 3 ส.ค. ที่ กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ “กัน จอมพลัง” หลังจากพาญาติของผู้เสียชีวิตจำนวน 3 ราย เข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอความเป็นธรรม โดยมีอธิบดีกรมต่างๆ มาร่วมรับฟังและให้คำแนะนำด้วยตนเอง ประกอบด้วย อธิบดีกรมราชทัณฑ์, อธิบดีกรมคุมประพฤติและกรมคุ้มครองสิทธิ รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

นายกัณฐัศว์ เปิดเผยว่า ทางรัฐมนตรีได้แสดงความเสียใจกับทางครอบครัว และทางอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิได้ช่วยดำเนินการในส่วนของเงินเยียวยา ซึ่งเรื่องจะเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการในวันที่ 5 ส.ค.นี้ ซึ่งถือเป็นเคสที่ดำเนินการอย่างรวดเร็ว ในส่วนของประวัติผู้ต้องหาคือนายป๋อง พบว่าเคยเข้าคุกมาแล้ว 5 ครั้ง และล่าสุดต้องโทษจำคุก 7 ปี 5 เดือนเต็ม ไม่มีสิทธิได้รับการลดโทษ แต่เนื่องจากพ้นกำหนดโทษตามเพดานจึงจำเป็นต้องปล่อยตัวออกมา อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมคุมประพฤติระบุว่าจะต้องมีการสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติม และตรวจสอบบุคคลที่เคยจัดทำประวัติและพฤติกรรมของนายป๋องเสนอต่อศาล เพื่อนำมาประกอบการพิจารณา ซึ่งอธิบดีกรมคุมประพฤติรับปากว่าจะดำเนินการให้อย่างเต็มที่

นายกัณฐัศว์ กล่าวต่อว่า ตนยังได้เสนอแนวทางต่อกระทรวงยุติธรรมเกี่ยวกับกรณีที่สังคมไม่สามารถคาดเดาได้ว่า ผู้พ้นโทษจะกลับตัวเป็นคนดีหรือยังคงมีพฤติกรรมเกเร โดยเสนอให้กระทรวงยุติธรรมเปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสเรื่องพฤติกรรมของผู้พ้นโทษได้โดยตรง เนื่องจากบางครั้งผู้ก่อเหตุอาจทำตัวเรียบร้อยต่อหน้าเจ้าหน้าที่ แต่ลับหลังกลับสร้างปัญหา ซึ่งทางรัฐมนตรีได้รับเรื่องดังกล่าวและเตรียมสั่งการให้กระจายช่องทางการติดต่อในพื้นที่ เพื่อให้ชาวบ้านช่วยกันเป็นหูเป็นตาแจ้งเรื่องเข้ามา โดยจะมีเจ้าหน้าที่ติดตามประสานงานร่วมกับตำรวจอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ตนยังได้สอบถามถึงประเด็นโทษประหารชีวิต ซึ่งเมื่อผู้ต้องหารับสารภาพ มักมีข้อสงสัยว่าจะถูกจำคุกตลอดชีวิตหรือมีโอกาสได้รับการลดโทษและพ้นโทษออกมาหรือไม่ โดยในความเป็นจริงมีกฎหมายที่ระบุว่า การขอพระราชทานอภัยโทษเป็นสิทธิที่สามารถดำเนินการได้ ส่วนจะได้หรือไม่ได้นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้มีมุมมองที่แตกต่างกัน ประชาชนบางส่วนต้องการให้ประหารชีวิตผู้ก่อเหตุ ขณะที่กลุ่มบุคคลอื่นต่อต้านเพราะมองว่าเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และเกรงผลกระทบรุนแรง

นายกัณฐัศว์ เสนอแนะว่า ตั้งแต่ที่มีกลุ่มบุคคลออกมาเรียกร้องต่อต้านโทษประหารชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2561 เป็นต้นมา หากกลุ่มคนที่ไม่ต้องการให้มีโทษประหารชีวิตมีความกังวลเรื่องการกลับตัวของผู้ต้องหา อาจมีการทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่มผู้เรียกร้องดังกล่าวกับกระทรวงยุติธรรม โดยให้ประสานนำตัวผู้พ้นโทษไปเป็นลูกจ้างในกิจการของกลุ่มบุคคลที่ต่อต้านโทษประหาร เพื่อช่วยดูแลและสังเกตการณ์พฤติกรรมอย่างใกล้ชิดว่าพร้อมจะกลับคืนสู่สังคมหรือไม่ หากทำได้สำเร็จก็จะมีงานทำและช่วยลดความเสี่ยง ซึ่งรัฐมนตรีและอธิบดีได้รับทราบข้อเสนอดังกล่าวแล้ว ขณะที่ในความเป็นจริง โทษประหารชีวิตยังคงมีอยู่ แต่มักจะมีประเด็นเรื่องการต่อต้านจากองค์กรต่างชาติตามมาเมื่อมีการบังคับใช้

ส่วนกรณีการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ จ.ชลบุรี หลังจากที่ญาติของผู้เสียชีวิตทั้ง 3 ราย ได้เคยเดินทางไปแจ้งความกรณีพ่อ แม่ และลูกสูญหาย ที่ จ.ชลบุรี แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ดำเนินการค้นหาและคดีไม่มีความคืบหน้านั้น ล่าสุดตนมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้กำกับการในพื้นที่ ซึ่งทางผู้กำกับได้กล่าวขอโทษและน้อมรับความผิดพร้อมที่จะปรับปรุงแก้ไข

นายกัณฐัศว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ในมุมหนึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะปฏิบัติหน้าที่ในการติดตามจับกุมนายป๋องได้แล้ว แต่ในมุมของครอบครัวผู้เสียชีวิต ต้องยอมรับตามความจริงตั้งแต่วันแรกที่ตนได้พบกับน้องสาวของผู้เสียชีวิตว่า หากเจ้าหน้าที่มีการดำเนินการตั้งแต่แรก ครอบครัวก็คงไม่สูญเสียบุคคลที่รักไป ซึ่งถือเป็นความผิดพลาด อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้กำกับการได้กล่าวขอโทษญาติแล้ว ตนก็ไม่อยากซ้ำเติม และพร้อมให้โอกาสในการปรับปรุงการทำงาน โดยผู้กำกับได้ลงพื้นที่เพื่อแสดงความพร้อมในการทำงานร่วมกับครอบครัว และดูแลช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ต่อไปในอนาคต.