ประเด็นนี้ “ทีมข่าวอาชญากรรม”มีโอกาสสอบถาม ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยและอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อสะท้อนงานโครงสร้างที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นซ้ำรอย 

ตื่นตัวชัดเจน  แต่กังวล…ถาวรหรือไม่

แผ่นดินไหวขนาด 7.7 ที่เมียนมา เมื่อวันที่ 28 มี.ค.68  ศ.ดร.อมร  ระบุ ไม่ใช่แค่ตึกสตง.ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างถล่ม แต่ยังส่งผลเสียหายระดับสีแดงของอาคารในกทม.หลายหลัง  เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความตระหนัก ตกใจทั้งประชาชน และบริษัทรับก่อสร้าง ทำให้เกิดความกระตือรือร้นเข้มงวดระบบงานวิศวกรรม ไม่ว่าจะวิศวกรออกแบบ การเลือกใช้วัสดุ หรือมาตรฐานคุมงานก่อสร้าง

“เห็นว่ามีสิ่งดี มีเรื่องการนำแบบที่กำลังก่อสร้างมาทบทวน  กระบวนการมีความเข้มงวดมากขึ้น แต่เราไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้จะถาวรตลอดไป หรือเป็นเพียงแค่ชั่วระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้นเอง”

ในเรื่องวัสดุยอมรับว่าช่วงแรก ๆ มีบริษัทผู้รับจ้างหลายรายติดต่อมาขอความเห็น เพื่อให้ไปตรวจสอบอาคารต่าง ๆ บางบริษัทก็ให้ช่วยดูแบบก่อสร้าง เป็นสัญญาณดีแต่ทำอย่างไรให้สัญญาณความตระหนักในการควบคุมคุณภาพงานวิศวกรรม การเลือกใช้วัสดุที่ได้คุณภาพ คงอยู่ต่อไป

ที่ผ่านมาก่อสร้างอาคารสูงอาคารขนาดใหญ่มักเน้นการ“ควบคุมต้นทุน” วิศวกรโครงสร้างแทบให้ความสำคัญระดับรองไป แต่หลังเหตุแผ่นดินไหว ได้รับทราบจากวิศวกรโครงสร้างหลายคนว่ามีบทบาทสำคัญมากขึ้น 

“เสียงของเขาเมื่อก่อนพูดออกไปแล้วไม่เคยได้ยิน ตอนนี้ผู้บริหารบริษัทหรือเจ้าของต้องฟังเสียงวิศวกรโครงสร้างด้วย ไม่ใช่คำนึงแค่ควบคุมต้นทุนหรือเวลา  แต่กิจกรรมก่อสร้างต้องเน้นให้ความปลอดภัย วัสดุต้องได้คุณภาพ การต้องมีวิศวกรที่มีคุณสมบัติ มีความพร้อม ความสามารถ เป็นเรื่องที่ทางบริษัทต่างๆให้ความสำคัญมากขึ้น”

ส่วนเป็นไปได้หรือไม่กับการควบคุมการออกแบบอาคารของรัฐโดยไม่ให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการ เพื่อควบคุมความปลอดภัยงานโครงสร้าง  ศ.ดร.อมร เผยภาครัฐไม่มีกำลังคนเพียงพอ อดีตการก่อสร้างของภาครัฐมี 2 หน่วยงานออกแบบได้คือ กรมศิลปากร และกรมโยธาธิการและผังเมือง แต่เดิมไม่ได้มีอาคารจำนวนมากเหมือนปัจจุบัน พร้อมยอมรับภาคเอกชนมีวิศวกรที่เก่งจำนวนมาก เพราะต้องแข่งขันทางธุรกิจ

ดังนั้น มองว่าสามารถให้เอกชนออกแบบได้ แต่ควรแก้ไขกฎหมายเรื่องการตรวจสอบแบบอาคารที่มีความสำคัญ เช่น อาคารสูง  อาคารที่เสี่ยงแผ่นดินไหว  ควรมีการตรวจสอบที่เรียกว่า Blind check  หมายถึงไม่รู้ว่าใครตรวจสอบ เป็นการสุ่มตรวจโดยวิศวกรที่ขึ้นทะเบียน และต้องไม่รู้ว่าใครตรวจสอบใคร  เพื่อให้มีความโปร่งใสและไม่สามารถเข้าไป“ซูเอี๋ย” หรือเข้ามาคุยกันได้ว่าตรวจให้ผ่านนะ คนที่ตรวจต้องลงนามและต้องเป็นคนที่ไม่รู้จักกับบริษัทที่เข้ามาให้ตรวจสอบ  สิ่งนี้จะเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาได้มากกว่า

“เรามีกฎกระทรวงให้มีผู้มา“พรีวิว”แบบ ตรวจสอบเรื่องการคำนวณว่าถูกต้องหรือไม่ในระดับวุฒิวิศวกร แต่ความเป็นจริงก็เอาแต่วุฒิวิศวกรที่อายุมากๆมาแค่เซ็นว่ามีแล้ว แต่ไม่ได้ตรวจสอบจริง”               

อาคารสูงยังสร้างได้ ?           

ศ.ดร.อมร สะท้อนหนึ่งในผลกระทบงานก่อสร้างหลังเหตุสตง. คือความรู้สึกประชาชนที่กลัวอาคารสูงจะปลอดภัยหรือไม่ ซึ่งส่วนตัวมองอาคารสูงสร้างได้แต่ต้องคำนึงหลักวิศวกรรมที่ถูกต้อง การคุมงานที่เข้มงวด และใช้วัสดุที่เหมาะสม มีการตรวจสอบที่เรียกว่า Blind check  ซึ่งขณะนี้กรมโยธาธิการฯตั้งอนุกรรมการที่ตนเข้าร่วมด้วยไปพิจารณาปรับปรุงกฎกระทรวงเรื่องการออกแบบอาคารรองรับแผ่นดินไหวให้ทันสมัยขึ้น 

1 ปี แผ่นดินไหวเปลี่ยนงานโครงสร้างไทย

ศ.ดร.อมร ย้ำไม่ใช่วิศวกรโครงสร้างที่ให้ความสำคัญเรื่องนี้มากขึ้น  เพราะผู้ประกอบการไม่ว่าผู้รับเหมา เจ้าของธุรกิจ และแรงขับเคลื่อนภาคสังคมก็ต้องการอาศัยอยู่ในโครงสร้างที่ปลอดภัย ความเชื่อมั่นในจุดนี้ของสังคมเป็นเรื่องสำคัญกับอนาคตที่ภัยพิบัติแผ่นดินไหวยังคงอยู่  “รอยเลื่อนสะกาย” (Sagaing Fault) ก็ไม่ได้หนีไปไหน แผ่นดินอ่อนก็ยังคงอ่อนอยู่อย่างนั้น ยังอ่อนต่อไปอีกเป็นพัน ๆ ปี วิศวกรต้องทำหน้าที่สร้างความเชื่อมั่นตรงนี้

อย่างไรก็ตาม ตนมองว่ายังมีพวกอุปกรณ์และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่จะเข้ามาตอบโจทย์ อย่างปัจจุบันมีเรื่องการติดตั้งอุปกรณ์เซ็นเซอร์แผ่นดินไหว คอนโดมิเนียมมีอุปกรณ์ตรวจจับควัน(Smoke detector)เวลาไฟไหม้ ขณะนี้สมาคมวิศวกรโครงสร้างฯเองก็มีอุปกรณ์เซ็นเซอร์ที่อยู่ระหว่างพัฒนาเพื่อนำไปติดตั้งในอาคารที่เข้าไปดูแล เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น

ฉะนั้น โดยรวมแล้วเห็นว่า อาคารสูงจะมีมาตรการ มีเทคโนโลยี และประชาชนจะให้ความตระหนักว่างานโครงสร้างไม่ใช่งานหลังบ้าน แต่เป็นงานสำคัญที่กระทบต่อชีวิตของประชาชนทุกคน.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน