เมื่อวันที่ 13 มี.ค. รายการโหนกระแสวันนี้ พูดคุยกรณีที่เพจหลายเพจ ทั้งซ้อเปาและอีกี้ ได้โพสต์คลิปเรื่องราวเกี่ยวกับรักสามเส้าของสองสามีภรรยา ซึ่งฝ่ายชายมีหน้าที่การงานเป็นถึงนายตำรวจ แต่แอบไปมีหญิงอื่นและไปขลุกใช้ชีวิตอยู่ที่ห้องของหญิงอื่นจนเมียหลวงต้องไปตามถึงที่ หญิงอีกคนบอกให้ฝ่ายชายเลือกว่ารักใครมากกว่ากัน ซึ่งทางเมียหลวงไม่สนและตอกกลับไปว่า “ต่อให้ผู้ชายไม่รักแล้ว แต่กูมีทะเบียนสมรส” ซึ่งล่าสุดเมียหลวงได้ยื่นฟ้องชู้แล้ว นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องการร้องวินัย ที่ผู้บังคับบัญชาขอว่าให้ดำเนินคดีไป แต่อย่าร้องวินัย เพราะหากถูกออกจากราชการ ผู้บังคับบัญชาค้ำประกันเงินกู้ไว้ อาจต้องรับผิดชอบ
คุณกวาง เมียหลวง เล่าเรื่องราวชีวิตคู่ว่า คบกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ก่อนตัดสินใจแต่งงานกันตั้งแต่ตนเรียนจบ อายุ 21 ปี ปัจจุบันตนอายุ 31 ปี ส่วนสามี อายุ 35 ปี มีลูกด้วยกัน 1 คน อายุ 8 ขวบ
ที่ผ่านมาใช้ชีวิตแบบให้เกียรติกัน ไม่ก้าวก่ายเรื่องโทรศัพท์หรือชีวิตส่วนตัวของกันและกัน จนกระทั่งช่วงเดือน มิ.ย. 2568 สังเกตว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งที่ตนไม่รู้จักเข้ามาส่องสตอรี่ ติดตามความเป็นอยู่ของเธอ ซึ่งเธอก็รู้สึกแปลก ๆ แต่ยังไม่ได้ถามอะไรกับสามีเพราะไม่คิดว่าจะมีเรื่องชู้สาว
กระทั่งปลายปี เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ เมื่อสามีกลับบ้านดึกและมีท่าทีแปลกไปจากเดิม เมื่อถามก็อ้างว่าทำงานทำธุระ วันดีคืนนี้ สามีกลับบ้านดึกมาก ประมาณตี 1 ซึ่งไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ตนโทรฯ ตามหลายสาย แต่สามีก็ปิดเครื่องและไม่ยอมรับสาย เมื่อสามีกลับมา ตนถามว่าไปไหนมา แต่สามีกลับตอบว่า ไม่ไหวแล้ว ให้ลูกให้เมียหมดแล้ว ทั้งบ้านทั้งรถ ยกให้หมดเลย ทั้งหนี้สิน จะไปแต่ตัว
ตนก็งงและตกใจว่าคืออะไร แต่ก็ยังไม่ได้ถามไม่ได้คุยอะไร แยกกันไปนอน แต่ด้วยความสงสัย จึงตัดสินใจจ้างนักสืบเพื่อตรวจสอบพฤติกรรมของสามี โดยเสียค่าจ้างวันละ 10,000 บาท ซึ่งเธอก็ยอมจ่าย แม้นักสืบจะบอกว่าอาจไม่จบภายในวันเดียว แต่เธอก็ให้ข้อมูลสำคัญไป ใช้เวลาเพียงวันเดียวก็ได้เบาะแสสำคัญ เมื่อนักสืบรายงานว่าสามีเดินทางไปยังที่พักแห่งหนึ่งย่านรามคำแหง

หลังได้รับข้อมูล คุณกวางจึงรีบเดินทางไป แต่ไปไม่ทัน เพราะฝ่ายชายรีบกลับออกมาก่อน เธอจึงโทรฯ หาสามี พร้อมยื่นคำขาดว่า จะกลับมาคุยที่นี่ หรือจะให้เธอขึ้นไปเคลียร์เอง สามีจึงยอมกลับมาพร้อมบอกว่าให้เธอเคลียร์ให้ อ้างว่าหญิงอีกคนไม่ยอมเลิกและขู่จะทำร้ายตัวเอง
ในเดือน ธ.ค. 2568 ได้มีการพูดคุยเคลียร์กัน หญิงอีกคนยอมรับว่ารู้ว่าฝ่ายชายมีลูกมีเมีย แต่เมื่อคุณกวางพูดถึงเรื่องหนี้สินของครอบครัว แล้วถามว่าหากพวกตนเลิกกันไป พร้อมรับหรือไม่ หญิงอีกคนจึงได้ปฏิเสธ บอกให้สองสามีภรรยาไปเคลียร์ไปรับผิดชอบกันเอาเอง
หลังจากนั้น สามีก็กลับมาอยู่กับครอบครัวตามปกติ ดูแลลูกพาลูกไปออกกำลังกาย ส่วนตนก็ยอมให้อภัยเพราะความรัก กลับมาดูแลปรนนิบัติสามีเหมือนเดิม
ทุกอย่างเหมือนจะจบด้วยดี แต่ไม่จบ มีต่อภาค 2 เมื่อวันดีคืนดี สามีเด้งตัวขึ้นมากลางดึกพูดขึ้นมาในทำนองว่า คิดถึงเค้า เลิกไม่ได้ ด้วยการกระวนกระวายร้อนรน เธอจึงลุกขึ้นมาคุยกับสามีคืนนั้นเลย โดยให้โทรฯ หาผู้หญิงคนนั้น ตนฟังทั้งคู่คุยกันเป็นชั่วโมง มีการถามว่ายังรออยู่ไหม ไหนบอกว่าจะเลิก ตนจึงได้รู้ว่าสามีก็ไปให้ความหวังกับทางนู้นด้วย ไม่ได้เลิกขาด
เธอจึงตัดสินใจยื่นข้อเสนอไปว่า หากทั้งสองต้องการไปอยู่ด้วยกัน เธอเสนอให้จ่ายเงิน เดือนละ 30,000 บาท คนละ 15,000 บาท เหมือนเป็นค่าเช่าสามีรายเดือน แต่เธอจะไม่ยอมหย่า ซึ่งทางหญิงชู้ยอมรับเงื่อนไข พร้อมตอบกลับว่า “ไม่ติดเรื่องเงิน” แต่สามีไม่ยอมรับเงื่อนไขดังกล่าว
จากนั้น เธอได้บอกให้สามีไปคุยกับหญิงคนนั้น เพราะให้จบให้ขาด โดยให้เวลาคุย 2 ชั่วโมง สามีก็ไป แต่ปรากฏว่าไม่ได้เรื่องอะไร ด้วยความโมโหจึงมีการกระทบกระทั่งกัน ยอมรับว่าได้ประเคนบาทาใส่สามี ทำให้สามีไม่พอใจและรู้สึกเสื่อมเสียเกียรติ หลังจากนั้นความสัมพันธ์ก็ยิ่งแย่ลง เพราะสามีใช้วิธีกดดันทางอ้อม ทั้งการเงียบ ไม่รับสาย หรือไม่ตอบข้อความ อยู่ด้วยกันก็ไม่มองหน้ากัน

ต่อมาในคืนวันที่ 28 ม.ค. เธอได้รับแจ้งอีกครั้งว่าพบรถของสามีจอดอยู่บริเวณใกล้ที่พักของหญิงคนเดิม เธอจึงรีบเดินทางไป ก็พบทั้งคู่อยู่ด้วยกันจริง แต่ตนตั้งใจว่าจะไม่ให้เกิดการทำร้ายร่างกายอะไรกันอีก แต่ห่วงความรู้สึกลูก เพราะสัญญากับลูกไว้ว่าจะพาไปกินข้าว ให้สามีกลับไปอยู่กับลูก พาลูกไปกินข้าว แต่สามีไม่กลับ จึงเกิดการโต้เถียงกัน
หลังเกิดเหตุ ก็ยังไม่สามารถตกลงกันได้อย่างชัดเจน โดยสามียืนยันว่าจะไม่เลิกกับผู้หญิงคนนั้น แต่ก็ไม่ต้องการหย่าเช่นกัน อยากจะมีทั้งสองคน คลุมเครือ ให้เธอรอไปเรื่อย ๆ
ล่าสุด ได้มีการฟ้องชู้ และจะดำเนินการร้องวินัย แต่ก่อนหน้านี้ทางผู้ใหญ่ในหน่วยงานของสามีได้เรียกไปพูดคุย โดยขอว่าไม่อยากให้ดำเนินการทางวินัย เพราะหากถูกออกจากราชการ ผู้ที่ค้ำประกันเงินกู้ไว้จะเดือดร้อน ตอนนี้เงินเดือนก็แทบไม่พอให้หักแล้ว ส่วนเรื่องการดำเนินคดีฟ้องร้องก็ให้เป็นไปตามกฎหมาย
ซึ่ง ทนายพัฒน์ ได้ให้ข้อมูลเสริมว่า การค้ำประกันของตำรวจจะมีลักษณะเป็นวง 4 คน ต่างฝ่ายต่างค้ำ หากคนใดคนหนึ่งล้ม ก็จะล้มเป็นโดมิโน่ ต้องจ่ายหนี้ตัวเอง แล้วต้องมารับหนี้จากการค้ำประกันอีก
ขอบคุณรายการโหนกระแส



