คดีที่สังคมจับตาอย่างต่อเนื่องมานานหลายเดือนเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อศาลมีคำพิพากษาจำคุก “ทนายตั้ม” หรือ ษิทรา เบี้ยบังเกิด เป็นเวลา 6 ปี พร้อมสั่งชดใช้ค่าเสียหายแก่ “เจ๊อ้อย” จำนวน 72.5 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย นับเป็นบทสรุปสำคัญในชั้นต้นของคดีที่เกี่ยวพันกับบุคคลซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้รับการยกย่องในฐานะนักกฎหมายผู้ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของสังคม

คำพิพากษาครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญบนเส้นทางชีวิตของนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” ทนายความชื่อดังที่เคยได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากบทบาทในการช่วยเหลือประชาชนและการเข้าร่วมในคดีที่เป็นกระแสระดับประเทศ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชื่อของเขาปรากฏอยู่ในพื้นที่ข่าวอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากบทบาทในฐานะผู้ว่าความ การเปิดเผยข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และการออกมาเคลื่อนไหวในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเป็นธรรม จนกลายเป็นบุคคลสาธารณะที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก

ด้วยภาพลักษณ์ของทนายผู้กล้าชนกับอำนาจและพร้อมหยิบยกประเด็นสังคมขึ้นมาตั้งคำถาม ทำให้ “ทนายตั้ม” ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในนักกฎหมายที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดในยุคดิจิทัล และได้รับการขนานนามจากสังคมว่าเป็น “ทนายคนดังแห่งโลกออนไลน์”

อย่างไรก็ตาม เส้นทางที่เคยเต็มไปด้วยแสงสปอตไลต์กลับพลิกผัน เมื่อเกิดข้อพิพาททางการเงินระหว่างเขากับ “เจ๊อ้อย” นักธุรกิจหญิง ซึ่งต่อมาได้ขยายตัวเป็นข้อกล่าวหาและนำไปสู่การดำเนินคดีในกระบวนการยุติธรรม

ข้อขัดแย้งดังกล่าวกลายเป็นที่สนใจของสาธารณชนทันที เนื่องจากเกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีชื่อเสียงทั้งสองฝ่าย อีกทั้งยังมีการกล่าวอ้างถึงการโอนเงินและทรัพย์สินมูลค่าสูงหลายรายการ ก่อนที่เรื่องราวทั้งหมดจะถูกนำเข้าสู่การตรวจสอบผ่านพยานหลักฐาน เอกสารทางการเงิน และกระบวนการพิจารณาของศาล

ตลอดระยะเวลาที่คดีดำเนินมา ความเคลื่อนไหวทุกขั้นตอนล้วนถูกจับตามองจากสังคม ขณะที่คู่กรณีต่างยืนยันในข้อเท็จจริงของตนเอง จนกระทั่งศาลมีคำพิพากษาออกมา อันเป็นจุดสิ้นสุดของการต่อสู้ในชั้นต้น และเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ข่าวของไทย

หากมองให้ลึกกว่าคำพิพากษา คดีนี้อาจไม่ได้สะท้อนเพียงประเด็นทางกฎหมายเท่านั้น หากยังเป็นเรื่องของความไว้วางใจ ความรับผิดชอบ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเมื่อความสัมพันธ์ทางการเงินระหว่างบุคคลกลายเป็นข้อพิพาทในชั้นศาล

กรณีดังกล่าวยังตอกย้ำหลักการสำคัญของสังคมประชาธิปไตยว่า ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีชื่อเสียง เป็นที่รู้จัก หรือมีอิทธิพลในสังคมเพียงใด ทุกคนต่างอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน และต้องได้รับการพิจารณาตามพยานหลักฐานที่ปรากฏอย่างเท่าเทียม

ขณะเดียวกัน คดีนี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของความโปร่งใสในการจัดการทรัพย์สิน การรักษาความน่าเชื่อถือ และความรับผิดชอบต่อบทบาทหน้าที่ โดยเฉพาะในวิชาชีพที่สังคมมอบความไว้วางใจอย่างสูง

แม้วันนี้ศาลจะมีคำพิพากษาออกมาแล้ว แต่เส้นทางในกระบวนการยุติธรรมยังไม่สิ้นสุด และยังต้องติดตามว่าฝ่ายจำเลยจะใช้สิทธิตามกฎหมายในการยื่นอุทธรณ์ต่อไปหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าคดีนี้ได้กลายเป็นอีกหนึ่งคดีสำคัญของวงการกฎหมายไทย จากวันที่ “ทนายตั้ม” เคยเป็นผู้ติดตามและเปิดโปงคดีดังของผู้อื่น สู่วันที่ตัวเขาเองต้องเผชิญกับคำพิพากษาครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต

จากวัยรุ่นนอกกรอบ สู่ทนายความที่สังคมรู้จัก

เส้นทางชีวิต “ษิทรา เบี้ยบังเกิด” จากทนายอาสาสู่บุคคลที่สังคมจับตา

นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” เป็นชาวจังหวัดสมุทรสาคร จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนยอแซฟอุปถัมภ์ และระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล ก่อนศึกษาต่อจนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทั้งด้านรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และระดับปริญญาโท รัฐศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยเกริก

ทนายตั้มเริ่มต้นเส้นทางวิชาชีพทนายความในปี 2547 โดยให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ประชาชนในชุมชนต่าง ๆ ควบคู่กับการทำกิจกรรมเพื่อสังคมและเยาวชน ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย การใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ การป้องกันปัญหายาเสพติด รวมถึงการรณรงค์แก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนในสังคม

ต่อมาในปี 2559 เขาและทีมงานได้ร่วมกันก่อตั้ง “มูลนิธิทีมงานทนายประชาชนเพื่อเยาวชนและสังคม” โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมความรู้ด้านกฎหมาย ปลูกฝังความซื่อสัตย์สุจริต และสร้างจิตสำนึกด้านสิทธิและหน้าที่ของพลเมืองให้แก่เยาวชน ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง อาทิ กระทรวงยุติธรรม และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

ชื่อของทนายตั้มเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากการเข้าช่วยเหลือคดีที่ได้รับความสนใจจากสังคมหลายคดี ไม่ว่าจะเป็นคดีสาวโรงงานถูกรถบรรทุกชนแล้วหนีจนพิการ คดีเยาวชนถูกทำร้ายจนเสียชีวิต คดีร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงคดีหวย 30 ล้านบาท ซึ่งเป็นคดีที่สร้างการรับรู้ต่อสาธารณชนอย่างมาก

นอกจากนี้ เขายังมีบทบาทในคดีสำคัญอีกหลายคดีที่กลายเป็นกระแสระดับประเทศ อาทิ คดีน้องชมพู่ คดีลุงพล และการติดตามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนักแสดงสาว “แตงโม นิดา” ซึ่งทำให้ชื่อของเขาปรากฏอยู่ในหน้าสื่อและได้รับการพูดถึงอย่างต่อเนื่อง

ด้วยบทบาทการเคลื่อนไหวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ การเปิดเผยข้อมูลคดี และการแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นสาธารณะ ทำให้ “ทนายตั้ม” กลายเป็นหนึ่งในทนายความที่มีชื่อเสียงและมีผู้ติดตามจำนวนมาก ก่อนที่ชีวิตจะเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในคดีที่กำลังได้รับความสนใจจากสังคมในปัจจุบัน

ถนอมศรี จันทร์ทอง รายงาน