เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวเปิดบรรยายถึงการศึกษาการจัดทำงบประมาณ ว่า ทำไมเราถึงต้องสนใจเรื่องงบประมาณ เพราะงบประมาณอยู่รอบตัวเราตั้งแต่ลืมตาดูโลก เราจะได้ค่าเลี้ยงดูบุตรเท่าไหร่ จะได้รับการศึกษาแบบใด รวมถึงปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง เหล่านี้เกี่ยวข้องกับการศึกษางบประมาณทั้งสิ้น ซึ่งการบริหารราชการแผ่นดิน ประกอบด้วยคน คือ ข้าราชการ ลูกจ้าง กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎระเบียบ เราจะกำกับให้ใครได้สิทธิ เสียสิทธิอะไร เกิดจากกฎหมายและงบประมาณ
น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า การจะแก้ไขปัญหาหรือขับเคลื่อนอะไรต้องใช้ 3 อย่างคือ คน กฎ งบ และการที่เราต้องรู้เรื่องงบประมาณเพื่อจะได้รู้ว่าคนที่สัญญากับเราในช่วงเลือกตั้ง มีความจริงใจที่จะทำในสิ่งที่เขาพูดจริงๆ หรือไม่ ทั้งนี้ก่อนจะมีเล่มงบประมาณขาวคาดแดง จะต้องมีคำของบประมาณก่อน ซึ่งจะมีมูลค่าเป็น 2 เท่าของงบประมาณที่จะได้รับ ที่จะได้รับการจัดสรรจริง โดยงบประมาณปี 2570 กมธ.ติดตามงบฯ ได้ทำหนังสือส่งไปทุกกระทรวง ทุกกรม ทุกท้องถิ่น ซึ่งท้องถิ่นส่งกลับมาให้กรรมาธิการเหมือนต้องการจะฟ้องว่าสำนักงบประมาณตัดงบ แต่กระทรวงกลับหวงคำของบประมาณมาก เพราะไม่อยากให้เห็นว่าทำคำของบมาแบบไหน
น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ตนขอเปิดชื่อกระทรวงที่ไม่ส่งข้อมูลให้กับ กมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ คือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กระทรวงพลังงาน กระทรวงสาธารณสุข ส่วนกระทรวงที่ส่งข้อมูลน้อยมาก คือกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศ สำหรับกระทรวงที่ส่งข้อมูลคำของบประมาณมาให้แล้วแต่ถอนกลับคือ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
น.ส.รักชนก กล่าวด้วยว่า เมื่อไปดูรายละเอียดของคำของบประมาณ เช่น เทศบาลนครหาดใหญ่ พบว่าเจ็ตสกีเครื่องยนต์ 4 สูบ 4 จังหวะ จำนวน 8 ล้านบาท แล้วยังมีคำของบประมาณห้องเรียนอัจฉริยะ ทำให้ประชาชนเห็นว่าเรื่องนี้ใครพูดจริง เพราะจะเห็นว่าท้องถิ่นขอมา แต่รัฐบาลอาจจะอนุมัติงบกลางให้ เวลาจะดูว่ารัฐบาลมีความจริงใจ พูดความจริงกับเราหรือไม่ ว่าใส่ใจ ก็ไปดูการตั้งงบประมาณ หรือตั้งโครงการอะไรในการดูแล จึงต้องตั้งคำถามว่า หลายเรื่องทำไมรัฐบาลถึงไม่ตั้งงบปกติในการแก้ไขปัญหา
น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า หลายคนมักจะมองพวกเราที่เป็น สส. ด้วยความชื่นชมเป็นความหวัง แต่การที่จะเปลี่ยนแปลงสร้างสรรค์ประเทศให้ดีขึ้น ไม่ได้อยู่ในมือของพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือมือของใครคนใดคนหนึ่ง แต่อยู่ในมือของทุกคน และการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ ทุกคนต้องช่วยกันส่งเสียง เช่น กรณีล่าสุดแนวคิดปรับเกณฑ์ ลูกใช้สิทธิดูแลพ่อแม่เพื่อลดหย่อนภาษี และตัดสิทธิพ่อแม่ในการรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ถูกประชาชนและสื่อวิพากษ์วิจารณ์ สุดท้ายก็ต้องพิจารณาปรับลดเกณฑ์นี้ออกไป รวมถึงโครงการ TH-AI Passport ที่ถูกจับตา จนรัฐบาลต้องยอมขยับและมีการแก้ไขสัญญาจากงบประมาณเหมาจ่าย ให้ใช้ได้คุ้มค่ามากขึ้นเล็กน้อย แม้พรรคประชาชนอยากจะให้ยกเลิกโครงการนี้ก็ตาม
น.ส.รักชนก กล่าวด้วยว่า ตนหวังว่าผลของการวิพากษ์วิจารณ์น่าจะส่งผลให้สำนักงบประมาณ ตัดโครงการนี้ออกทั้งโครงการในปีหน้า จึงไม่อยากให้คิดว่า เมื่อเราด่าหรือวิพากษ์วิจารณ์หรือพูดไปแล้วจะไม่มีอะไร หรือเขาไม่ฟังเรา ถ้าเราเป็นเสียงเดียวก็อาจจะถูกละเลย แต่เมื่อไรก็ตามที่เรารวมกันเป็นกลุ่มก่อน และร่วมกันชี้ว่าอะไรคือปัญหาของประเทศ ไม่ว่าจะอย่างไร เราก็ต้องฟัง สุดท้ายเราก็ยังมีอำนาจในมือ ด้วยการลงโทษในอีก 3 ปีข้างหน้า หากเขาไม่ฟังเสียงของเรา
น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า ระบบงบประมาณที่เราอยากเห็น คือระบบป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน ตั้งแต่ต้นทาง ด้วยการเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนรับทราบ ให้เข้าถึงข้อมูลได้เหมือนที่พรรคประชาชนเรียกร้องให้มีการถ่ายทอดสดในกรรมาธิการงบประมาณ แล้วมีคนมาล้อว่าถ่ายทอดแล้วยังไง มีคนดู 5 คน 10 คน แต่เป็นการทำให้ทุกอย่างโปร่งใส ประเด็นคือใครอยากดู ต้องได้ดู เพราะคือภาษี เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานว่าเขาเอาเงินไปทำอะไร.



