เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 โดยเป็นการพิจารณามาตรา 33 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วงเงินงบประมาณ 219,727,378,300 บาท ที่มีนายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธาน กมธ. คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม โดยเป็นการชี้แจงผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ในส่วนองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาลนคร และเทศบาลเมือง รวม 375 หน่วยงาน และเทศบาลตำบล รวม 326 หน่วยงาน

ทั้งนี้ กมธ. ได้มีการซักถามและแสดงความคิดเห็นในเรื่องงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยนายวิสุทธิ์ ตันตินันท์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ. กล่าวว่า ตนมีข้อสงสัยกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของ อบจ. ทั้งหลายในปี 68-69 โดยในส่วนของภาคเหนือพบว่าจังหวัดที่มีการจัดซื้อจัดสร้างโดยวิธีการเฉพาะเจาะจงโดยตรงสูงสุด คือ จ.พะเยา จึงขอถามว่าเหตุผลที่จัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงหลายกรณีเป็นเพราะอะไร ตนยังวิเคราะห์อีกว่าจังหวัดไหนที่มีตัวเลขการจัดซื้อจัดจ้าง 4.9 แสนบาท หรือเกือบ 5 แสนบาท ซึ่งพบสูงสุดในภาคอีสานละเหนือบางจังหวัด ขณะที่ในส่วนของ จ.เชียงใหม่ ในเรื่องนิทรรศการ หรืองานประชาสัมพันธ์จังหวัดต่างๆ ก็ใช้วิธีจัดซื้อจัดจ้างในลักษณะนี้ จึงอยากให้ช่วยอธิบาย เพื่อส่งเสริมให้มีการแข่งขันให้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพราะว่าบริษัทที่ได้งานและซ้ำกันอาจเป็นข้อครหาได้

“สัดส่วนมูลค่าโครงการเฉพาะเจาะจงสูงสุด 5 อันดับคือ 1.ยโสธร 2.ขอนแก่น 3.พะเยา 4.กาฬสินธุ์ และ 5.มุกดาหาร โดยยโสธรพบว่ามีการใช้วิธีเฉพาะเจาะจงสูงสุดกว่า 82 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ จ.ขอนแก่น มีโครงการขุดบ่อน้ำบาดาลหลายร้อยบ่อ ตามด้วยนครราชสีมา ที่มีการตัดถนนสายเล็กๆ หลายสาย ดังนั้นขอถามว่าปีนี้การเจาะน้ำบาดาล มีอีกกี่บ่อ หรือตัดถนนสายสั้นๆ ที่ราคาไม่เกิน 5 แสนบาท มีอีกกี่สาย ถ้าใช้วิธีการประกวดราคาจะประหยัดได้มากกว่าหรือไม่ ผมเข้าใจว่าเป็นการตอบสนองความต้องการของประชาชน แต่กังวลใจในเรื่องราคา 4.9 แสนทุกโครงการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการที่ง่ายหรือยาก มีประชาชนส่งข้อมูลอยากให้ติดตามเรื่องนี้ ว่าทำไมราคาเท่านี้ ซึ่งแต่ละจังหวัดมีเจ้าพ่อบ่อบาดาล ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านบ่อบาดาลในแต่ละพื้นที่ ซึ่งมักจะครองสัญญาเกินครึ่งของแต่ละจังหวัด ขอให้ทราบว่ามีการจับตาอยู่ เพราะอาจเป็นประเด็นได้ในอนาคต” นายวิสุทธิ์ กล่าว

ขณะที่นายก อบจ.พะเยา ชี้แจงว่า โครงการต่างๆ ที่ทำไปเป็นการร้องขอจากท้องถิ่น อบต. หรือเทศบาล เนื่องจากพื้นที่จำนวนมาก ต้องกระจายการใช้งบ ไม่ได้ใช้เป็นก้อน และแต่ใช้เป็นช่วงเวลา เป็นการใช้งบประมาณแบบกระจายตัว ผ่านการทำประชาคมและถูกต้องตามระเบียบ

นายก อบจ.เชียงใหม่ ชี้แจงว่า เชียงใหม่มี 25 อำเภอ มีขอบเขตในแต่ละอำเภอ บางพื้นที่เกินศักยภาพที่แต่ละ อปท. จะดำเนินการได้ จึงขอมาในวงเงิน 3-4 แสนบาทบ้าง ประกอบกับมีงานพระราชพิธีต่างๆ ขอมา 4 แสน ไม่เกิน 5 แสนบาท ซึ่ง อบจ. ก็ได้จัดสรรในส่วนนี้

ขณะที่ปลัด อบจ.ขอนแก่น กล่าวชี้แจงว่า โครงการบ่อบาดาลของ อบจ.ขอนแก่น ได้รับงบประมาณหลายร้อยบ่อ ขอชี้แจงว่าขอนแก่นมีพื้นที่กว้างขวาง 26 อำเภอ โครงการเจาะบ่อบาดาลปีงบ 68 เป็นที่พึงพอใจของประชาชน เป็นสิ่งตอบโจทย์การแก้ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ได้ดี เพราะเป็นบ่อบาดาลสำหรับการเกษตร โดยปีนี้จะมีการดำเนินการเพิ่มเติมอีก 100 กว่าบ่อ

โดยนายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ขอบคุณที่ชี้แจง ยืนยันไม่ได้กล่าวหา ข้อมูลที่เจอทั้ง จ.พะเยา และเชียงใหม่ ถูกต้องตามระเบียบ คือใช้งบประมาณ 4.9 แสนบาท แต่ปัจจุบันประชาชนตรวจสอบเข้มข้น ถ้าทำให้เกิดการแข่งขันได้ก็จะทำให้เกิดการประหยัดงบประมาณได้ ถึง 23 เปอร์เซ็นต์ กฎระเบียบอนุญาตได้จริง แต่หากทำให้เกิดการแข่งขันจะประหยัดได้

ขณะที่สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ. กล่าวว่า ประเทศเราเป็นรัฐซ้อนรัฐ ส่วนท้องถิ่นนายก อบจ. แทบไม่มีอำนาจ งบก็น้อย เป็นโครงสร้างของรัฐไทย จึงควรหารือกันว่าเบอร์ 1 ในระดับจังหวัด ควรมีคนเดียว ต้องพูดคุยกันใครจะเป็นเบอร์ 1 ของจังหวัด ควรจะเป็นใคร ไม่เช่นนั้นภารกิจของท้องถิ่นก็จะเป็นแค่ งานบวช งานแต่ง และไม่สามารถพัฒนาได้ ส่วนจะมาจากเลือกตั้งหรือไม่ก็ต้องมาว่ากัน ซึ่งเงินหายไป 8,000 ล้านบาท ในส่วนของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ที่จะใช้ในการพัฒนาของจังหวัด โครงการต่างๆ ที่เอาไปลง เป็นการเลือกจากส่วนกลาง งบรัฐบาลกลาง 2.77 แสนล้านบาท แต่คนในพื้นที่เลือกจัดสรรมีเพียง 5.7 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 21% ยกตัวอย่างงบสร้างถนน ส่วนกลางหาสร้าง แต่ท้องถิ่นไม่มีพอแม้แต่จะซ่อม  

นายสุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า งบลงทุนรายจังหวัด แยกตามประเทศ 76 จังหวัด ไม่รวม กทม. งบลงทุนเฉลี่ยต่อจังหวัดคือจำนวน 4,415 ล้านบาท ส่วนรายจ่ายลงทุนท้องถิ่นเฉลี่ย เพียงแค่ 753 ล้านบาทเท่านั้น ดังนั้น อปท. ที่มาในวันนี้ ต้องช่วยกันเรียกร้องไปยังรัฐบาลให้กระจายอำนาจลงท้องถิ่นให้มากขึ้น อยากเห็นการเลือกตั้งแข่งกันด้วยนโยบาย ไม่ใช่การซื้อเสียง และไม่ใช่จัดสรรแค่ซ่อมถนนกับแหล่งน้ำ แต่พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะและโรงพยาบาลต่างๆ ซึ่ง สส. ในสภา พร้อมร่วมมือในการทำงานเหล่านี้ เปลี่ยนท้องถิ่นจากผู้ขอที่รัฐส่วนกลางมอง มาเป็นผู้จัดสรร และช่วยกันกระจายอำนาจและเม็ดเงินสู่ท้องถิ่นอย่างจริงจัง

ด้านนายวีระ ธีระภัทรานนท์ กมธ. กล่าวว่า อยากพูดในภาพรวม และเสนอแนะว่าเราควรบริหารจัดการเรื่องการเงินของ อปท. แบบไหนที่จะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อท่านและประชาชน ที่ตนอยากชี้คืองบประมาณรายจ่ายที่จัดสรรให้ อปท. กว่า 2.17 แสนล้านบาทนั้น ถ้าท่านดูในเอกสารของสำนักงบประมาณจะพบว่า สิ้นปีงบประมาณ 2568 เงินนอกงบประมาณสะสมคงเหลือยกมา กระทรวงมหาดไทยมียอดรวมทั้งสิ้นกว่า 1.89 แสนล้านบาท ความน่าสนใจอยู่ที่ว่าในจำนวนนี้อยู่ในความดูแลของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือพูดง่ายๆ คือเงินนอกงบประมาณสะสมคงเหลือยกมาของกระทรวงมหาดไทยทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดอยู่ที่กรมนี้

นายวีระ กล่าวว่า ถ้าเราดูตัวเลขประมาณการในปี 2570 จะเห็นตัวเลขคือเงินนอกงบประมาณคงเหลือสะสมยกมา 2.18 แสนล้านบาท ลองเทียบเคียงกับเงินงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้ปีนี้ 2.197 แสนล้านบาท ตัวเลขใกล้เคียงกันมาก ซึ่งแต่ละ อปท. จะทราบดีว่าตัวเองมีตัวเลขงบประมาณสะสมเก็บไว้ที่กรมส่งเสริมฯ เป็นจำนวนเท่าไร ซึ่ง กมธ. หลายคนได้ขอข้อมูลไป และตนอยากจะขอซ้ำให้แต่ละ อปท. ทำรายละเอียดออกมาว่ามีเงินนอกงบประมาณสะสมคงเหลือเท่าไร ตรงนี้จะทำให้เราเห็นภาพชัด เพราะ อปท. แต่ละที่มีความจำเป็นและภาระ รายได้แตกต่างกันไป ถ้าเราใช้มาตรฐานในการรับเงินสนับสนุนจากส่วนกลางเป็นมาตรฐานเดียวกัน ตนเกรงว่าจะเป็นเรื่องลำบาก

นายวีระ กล่าวว่า สิ่งที่ตนจะพูดต่อคือภารกิจของ อปท. มันมีภารกิจหนึ่งที่เป็นภาระมาก ตนได้สังเกตในอนุ กมธ. คือสาธารณูปโภค บางอย่าง เช่น ถนน รวมถึงไฟส่องทาง เมื่อรับโอนภารกิจมาจากหน่วยงานอื่น มันต้องมีค่าบำรุงรักษา ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายของ อปท. เป็นตัวตัดทอนให้ไม่สามารถไปดูแลด้านอื่นๆ สิ่งที่ตนจะพูดคือถ้าเรายังใช้วิธีการบริหารเงินนอกงบประมาณโดยกรมส่งเสริมฯ อย่างที่เราทำมาโดยตลอด ตนคิดว่าน่าจะเป็นปัญหา ตนทราบว่าเขามีการกันเงินเอาไว้ให้กับข้าราชการหรือพนักงานจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นรายละเอียด แต่รายละเอียดนี้เป็นข้อจำกัดที่ทำให้ อปท. ไม่สามารถยืนด้วยลำแข้งตัวเองได้ เพราะรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย แต่เงินที่รัฐบาลจัดสรรให้ ก็จัดสรรให้ไม่ได้ทั้งหมด การบริหารแบบนี้จึงเป็นปัญหา ข้อเสนอตนคืออยากเรียกร้องให้ อปท. แจกแจงปัญหาออกมาว่าติดขัดในเรื่องเงินอุดหนุนทั่วไป หรือเงินอุดหนุนเฉพาะกิจตรงไหน ระเบียบเรื่องการเงินต้องแก้ไขอย่างไร เป็นต้น เพราะถ้าเงินนอกงบประมาณสะสมคงเหลือยกมา 2 แสนล้านแบบนี้ ต้องจัดการให้เหมาะสมกับปัจจุบัน

นายวีระ กล่าวต่อว่า ถ้าเราไปไกลกว่านั้นอีกนิดในต่างประเทศมีการออกพันธบัตรเทศบาล ซึ่งประเทศไทยเรายังไมไปถึงขั้นนั้น แต่ถ้า อปท. ไหนมีความเข้มแข็งทางการเมือง มีรายได้ใช้คืนได้แน่นอน อาจใช้ช่องทางระดมเงินด้วยการออกพันธบัตร มาพัฒนาในเรื่องโครงการสาธารณูปโภคของประชาชน เช่น พันธบัตร กทม. พันธบัตรเทศบาลนครเชียงใหม่ พันธบัตรเทศบาลนครราชสีมา พันธบัตรเทศบาลนครขอนแก่น เป็นต้น ถ้าเราใช้อย่างที่เป็นอยู่ สิ่งที่เราเห็นในชนบทเราก็จะไปไม่ถึงไหน

ส่วนนายเรวัต อารีรอบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต (อบจ.ภูเก็ต) กล่าวว่า ขอระบายความในใจ ทุกจังหวัดที่เป็นด้ามขวานของประเทศไทย ไม่ใช่ฝั่งอันดามันอย่างเดียว ฝั่งอ่าวไทยหรือ 3 จังหวัดภาคใต้ ตนคิดว่าวันนี้พอความเจริญเติบโตของเมืองไปทุกแห่งของประเทศไทย เวลาร้านค้า ดีพาร์ทเมนต์สโตร์ หรือยักษ์ใหญ่ทุกห้างที่มาลงตามจังหวัดต่างๆ เราไม่มีกฎเกณฑ์ไปห้ามเขาเพราะสำนักงานใหญ่อยู่ใน กทม. แต่เวลาเขาจ่ายภาษีแต่ละปีแวตไม่ได้ลงมาที่ท้องถิ่นเลย ท้องถิ่นต้องรับภาระทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาขยะ น้ำท่วม ปัญหาการจราจรต่างๆ แต่ถ้าวันนี้เราเปลี่ยนกฎ กติกาใหม่ ตนจะไม่เรียกร้องอะไร เพียงแต่ว่าห้างต่างๆ สามารถทำให้เงินไหลมาที่ท้องถิ่นได้ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก